วันอาทิตย์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2554

"Secret of Love" part1 {OkaMori}


เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ปี้เจนสั่ง เอ๊ย! ส่งมาให้แปลง

เป็นเรื่องจากเล้าเป็ด เขียนโดยคุณ Sake จึงขออนุญาตมา ณ ที่นี้นะคะ





หมายเห็ด* กรุณาลบความคิดที่อิเม่นกลัวผีออกซะนะ 555
























Shadow

จะไป!

คำประกาศก้องแสดงถึงความเด็ดเดียวและดื้อรั้นในน้ำเสียง ทำให้ผมต้องมาน้ำตาตกในนึกเสียใจอยู่ตอนนี้ ก่อนกวาดตามองไปรอบๆตัวที่มีแต่ความมืดมิดและเงียบสงัดจนน่าใจหาย เมื่อวานเชื่อเคย์โตะซะก็ดีหรอก

ผมหน้าสลดลงเมื่อนึกถึงคนรักที่ออกปากห้ามเสียงเขียว ตอนผมเอ่ยปากชวนไปพิสูจน์ความกล้าที่โรงพยาบาลร้างชานกรุง ตามคำท้าทายของไอ้จูริ เพื่อนร่วมห้องที่ไม่ค่อยกินเส้นกันซักเท่าไร เจอหน้าเป็นต้องเกทับกันอยู่ร่ำไป ด้วยรู้สึกว่าจะแพ้ใครก็ได้แต่ต้องไม่ใช่มันครับ รู้ว่าเด็กสิ้นดีที่คิดแบบนี้แต่ก็อดไม่ได้หรอกครับ วัยกำลังกินกำลังนอนก็เลือดร้อนแบบนี้ล่ะครับ

และต้นเหตุให้ผมต้องมายืนตากลมปากสั่นหน้าโรงพยาบาลร้างมันมาจากกลางวงเหล้า เมื่อเพื่อนในกลุ่มคนหนึ่งเล่าถึงความน่ากลัวของโรงพยาบาลนี้ให้ฟัง เป็นธรรมเนียมของวงเหล้าล่ะครับที่ต้องมีเรื่องผีๆสางๆให้ตื่นเต้นพอหอมปากหอมคอ

ถ้ามันจะจบเท่านั้นนะครับ

ไอ้จูริที่กำลังมึนได้ที่ส่งเสียงหึลงคอ คล้ายดูถูกดูแคลนเรื่องเล่าที่เพื่อนออกอาการจริงจังทำท่าขนลุกเป็นระยะๆจนเกิดการถกเถียงและลามปามดึงนรกสวรรค์ลงมาอยู่ในวงเหล้าได้ซะงั้น ในที่สุดไอ้จูริก็โพล่งขึ้นมา

ไปพิสูจน์กันมั้ยล่ะ กล้าเปล่าไอ้จูริกราดสายตามองไปรอบวง แต่ดันมาหยุดตรงผมพอดีเมื่อมันพูดว่า กล้าเปล่า พลางยักคิ้วกวนตีนให้ด้วย

ผมเกิดอาการฮึดฮัดเลือดลูกผู้ชายขึ้นหน้าไม่รู้ตัว เชิดหน้าตอบมันอย่างมั่นใจ

นัดวันมาเลยดีกว่าคำพูดเมื่อหลุดออกไปแล้วมันเป็นนายเราครับ เรียกกลับคืนมาไม่ได้แล้ว แม้จะทำหน้ามั่นใจเต็มร้อย แต่ภายใต้หน้ากากนั้นกำลังสั่นพับๆ เพราะเพิ่งนึกได้ว่าตัวเองกลัวผียิ่งกว่าอะไรดี และรู้กันทั่วทั้งกลุ่มด้วยซ้ำ

ไอ้จูริมันก็รู้!

ไอ้คนเจ้าเล่ห์ยิ้มมีเลศนัยก่อนบอกเวลานัดหมาย คือคืนวันรุ่งขึ้นเวลาเที่ยงคืนหน้าโรงพยาบาลร้างเจ้าปัญหา พาเพื่อนมาได้อีกสองคน เท่ากับว่าจะมีเพื่อนร่วมกล้าตายทั้งหมดหกคน และหนึ่งในนั้นผมตั้งใจจะลากคนรักไปด้วย แต่ถูกปฏิเสธพร้อมกลับสั่งให้ผมยกเลิกทัวร์ลองของนี้ซะ หากศักดิ์ศรีของลูกผู้ชาย พูดแล้วห้ามคืนคำ ทำให้ผมยืนกรานกระต่ายขาเดียว โดยหวังว่าคนรักจะใจอ่อน หากเปล่าเลย คนรักของผมส่ายหน้าคล้ายระอาและพูดสั่งสอนอีกยาวเหยียด ผมก็ยอมครับ จะบ่นจะว่าอะไรก็ทำตาปริบๆเป็นสุนัขหลงทาง เผื่ออีกฝ่ายจะยอมใจอ่อนต่อสายตาวิ่งวอนของผม แต่เจ้าคนรักใจโฉดดันทำหน้าเหี้ยมปฏิเสธช้าๆชัดๆให้ผมได้ยินเต็มสองหู ผมแทบลงไปชักดิ้นชักงอเหมือนเด็กให้รู้แล้วรู้รอดไป

และก็นั่นล่ะ มันจึงเป็นแรงทิฐิให้ผมมาเดินหวาดผวาในโรงพยาบาลร้างกับเพื่อนอีกคน ที่กว่าจะลากมันมาด้วยได้ก็หืดขึ้นคอ

คนอื่นเขาหนีแฟนไปเที่ยว แต่ผมหนีแฟนมาดูผีครับ มีใครจะบ้าอย่างผมบ้างเนี่ย

พร้อมยังไอ้ริวทาโร่ไอ้จูริมันยืนยิ้มเยาะรอผมอยู่ เลยถลึงตาใส่มันโดยพยายามไม่มองไปตามพุ่มไม้หรือมุมตึกเลยครับ เดี๋ยวถอดใจวิ่งกลับซะตอนนี้ก็หมดกัน ยามะจังที่ผมลากมาด้วยก็ใช่ว่าจะดีไปกว่าผมซักเท่าไร เผลอๆปอดแหกยิ่งกว่าผมอีก แค่เห็นผมทำท่าหลุกหลิกเสียความมั่นใจหน่อยเดียวมันก็หน้าถอดสีซะแล้ว

ผมพยักหน้าแล้วสูดอากาศเย็นๆเข้าปอดเรียกความมั่นใจให้ตัวเอง เตรียมเดินตามไอ้จูริไปยังภายในอาคารร้าง หากสายลมเย็นพัดผ่านหน้าไปวูบหนึ่งทำเอาผมและยามะจังชะงัก

ทำไมไม่ชวนเคย์โตะมาด้วยวะไอ้ริวทาโร่ยามะจังถามผมหน้าตาเลิ่กลั่ก

ชวนแล้ว แต่พี่เขาไม่ว่างว่ะผมทำเสียงจิ๊จ๊ะคล้ายรำคาญท่าทางปอดแหกเกินเหตุของเพื่อน ผิดกับเพื่อนของไอ้จูริลิบลับที่ดูท่าทางสบายๆ แถมเห็นพวกมันแอบหัวเราะพวกผมด้วย

ผมจึงเชิดหน้าทำอกผายไหล่ผึ่งให้ดูน่าเชื่อถือ หากแท้ที่จริงแล้วกำลังปลุกปลอบใจตัวเอง

ผีไม่มีในโลกหรอก... เรากลัวความมืด...กลัวสิ่งที่มองไม่เห็น...คนเป็นๆน่ากลัวกว่าต่างหาก...

ผมย้ำบอกตัวเองขณะเดินตามไอ้จูริและเพื่อนเข้าไป ในมือมีไฟฉายคนละกระบอกส่องวูบวาบผ่านรั้วสังกะสีเก่าขึ้นสนิมที่กั้นพวกเราจากถนนสู่ตัวอาคาร ฝ่ามือผมสัมผัสได้ถึงความเย็นสะท้านถึงกระดูกกระเดี้ยวของประตูเหล็กขณะผลักตามกลุ่มข้างหน้า ลมเย็นปะทะใบหน้าอีกครั้งซ้ำยังแรงกว่าเดิมในขณะที่ใบไม้ข้างตัวไม่กระดิกซักใบ เมื่อมายืนตรงหน้าอาคารหลังทะมึน สองเท้าผมหยุดเดินทันทีและรู้สึกถึงแรงกระแทกจากด้านหลัง

หยุดทำไมวะยามะจังบ่นเสียงพร่า ขณะที่ผมหันมองหน้ามัน เหมือนจะตัดสินใจได้จากลางสังหรณ์ที่แวบผ่านเข้ามาขณะก้าวผ่านรั้ว ถ้าไม่มีเสียงไอ้จูริดังขึ้นมาดับความคิดซะก่อน

เฮ้ย! หยุดทำไมกัน หรือแค่นี้ก็ปอดแหกแล้วไอ้ริวทาโร่ ถ้าไม่แน่จริงก็อย่ารับปากสิวะ จะได้ไม่ลำบากเพื่อนฝูง กลับไปก่อนก็ได้ ไว้กูเดินครบทุกชั้นแล้วพรุ่งนี้จะไปเล่าให้ฟังวะท้ายประโยคไอ้จูริหัวเราะลงคอ ทำเอาผมคอแข็งอยากกระโดดงับหัวมันจริงๆ

ความคิดจะกลับเลยเป็นอันพับไป ตกหนักที่ยามะจังเพื่อนยากจะต้องเข้าไปทัวร์ลองของกับผมจนได้ แต่โทษทีนะยามะจัง ลูกผู้ชายฆ่าได้แต่หยามไม่ได้วะ

การมาลองของครั้งนี้มีข้อตกลงอีกข้อหนึ่งคือ ห้ามพกเครื่องรางของขลังติดตัวมาด้วยทุกชนิด ผมเลยหมดที่พึ่งทางใจไปโดยปริยาย สั่นเป็นเจ้าเข้าเป็นระยะๆสิน่ะ

ไอ้ริวทาโร่ กูอยากกลับว่ะยามะจังครางเมื่อมองตัวอาคารสูงประมาณหกชั้น สภาพขาดการดูแลรักษา ประตูหน้าต่างถูกงัดออกไปไม่มีเหลือ เก่าโทรมสมกับคำเล่าลือ กอปรกับมีต้นไทรใหญ่ทิ้งรากระโยงระยางขึ้นอยู่ไม่ห่าง และที่สำคัญมีผ้าสีผูกอยู่ด้วยยิ่งทำให้ดูขลังปนเปลี่ยววิเวกหนักขึ้นไปอีก ไม่อยากจะมองเข้าไปเลยครับ เพราะแค่มองก็เหมือนถูกไอดำมืดหลอนเข้าให้แล้ว

มาพูดอะไรตอนนี้วะ กลับก็เสียหมาสิผมดุยามะจังพลางกลืนน้ำลายเหนียวๆลงคอ

ลำแสงจากไฟฉายสาดส่องให้เห็นสภาพภายในตัวอาคารรกร้าง ซึ่งสกปรกไปด้วยเศษขยะเศษใบไม้และหยักไย่ยุ่งเหยิงตามมุมตึก จากนั้นพวกผมจึงเดินไล่ไปตามซอกหลืบต่างๆ ซึ่งเคยเป็นโซนตรวจผู้ป่วยนอก กลิ่นอับชื้นโชยมาแตะจมูกจนเผลอกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัวก่อนจะค่อยๆพรางพรูออกมาแผ่วเบาพร้อมกันทั้งห้าคนโดยไม่ได้ตั้งใจซักนิด ทั้งหมดจึงหันมองหน้ากันเลิ่กลั่กแล้วยิ้มแบบเกร็งๆเก็บอาการใจตุ๊มๆต่อมๆไว้ภายใน

ผมเดินตามไอ้จูริซึ่งยังคงมีความมั่นใจเต็มเปี่ยมประดับบนใบหน้า ดูจากรอยยิ้มเยาะเย้ยที่มันส่งมาให้ผมเป็นระยะๆ ทั้งที่ใจผมเริ่มฝ่อไปทีละน้อยๆ เมื่อมองไปตามซอกหลืบต่างๆ กลัวครับ กลัวจะมีอะไรกระโจนออกมาบีบคอ แต่เพราะรอยยิ้มของไอ้จูริทำให้ผมยังคงรักษาความเป็นลูกผู้ชายไว้ได้

ก็ศักดิ์ศรีมันค้ำคอน่ะครับ

ความตื่นเต้นทำให้ผมเหงื่อแตกพลั่ก ร้อนยังกับอยู่ในตู้อบ ยามะจังก็คงรู้สึกเหมือนผมเพราะเห็นมันยกแขนเสื้อขึ้นเช็ดเหงื่อบ่อยๆ หรือไม่ก็เช็ดน้ำตาตัวเองก็ไม่รู้ พวกผมเดินสำรวจไปรอบๆซักพัก จู่ๆก็มีลมเย็นยะเยือกพัดผ่านพวกผมไปซะเฉยๆ ยามะจังรีบเหลียวหลังมองไปยังต้นไม้นอกอาคารซึ่งไม่กระดิกเลยแม้แต่ใบเดียว ก่อนจะหันมองผมตาโต

จะมองให้ตามันถลนออกมารึไงวะยามะจัง อย่าคิดไปเองสิวะ เดินๆไป เดี๋ยวก็ได้กลับแล้วผมปลอบแกมด่ามันไป และคิดในใจว่าจะรีบหลับหูหลับตาเดินให้ครบทุกชั้นตามสัญญาจะได้กลับเสียที เพราะขืนอยู่นาน จากที่ไม่มีอะไรมันก็จะมีเพราะจินตนาการอันกว้างไกลของผมเองนี่ล่ะ อะไรมันจะน่ากลัวไปกว่าความคิดของคนเราล่ะครับ เห็นเงาต้นตาลไหวก็แหกปากร้องบอกว่าเปรตไปซะก็เยอะ

เดินเร็วๆสิวะไอ้จูริ จะอยู่รอให้พ่อมึงมาจับเพราะคิดว่ามาเล่นยากันรึไงวะผมรีบเอาเสียงเข้าข่ม หากมันก็ยิ้มกวนตีนมาให้ผมอีกจนได้

แกกลัวล่ะสิ

แกสิกลัว ถึงได้รีบเดินนำหน้า แน่จริงต้องมาเดินตามหลังอย่างกูนี่ได้ทีต้องเบ่งครับ ก็เดินตามหลังมันน่าหวาดเสียวกว่าเดินนำหน้านี่ครับ เพราะไม่รู้เมื่อไรจะมือไม่มีเจ้าของมาสะกิดหลัง ชักตายกันพอดี ไอ้จูรินิ่วหน้าแล้วหยุดรอให้ผมเดินมาทันมันพลางดันหลังยามะจังให้รีบเดินนำขึ้นไป ก่อนจะยักคิ้วทำนองคนกล้าอยู่ตรงไหนก็เหมือนกัน จนผมหมั่นไส้มันตงิดๆ

พวกผมเดินสำรวจชั้นล่างจนทั่วก็ไม่มีอะไรให้น่าใจหายใจคว่ำเกิดขึ้น กำลังใจจึงมาอีกอักโข แล้วพยักหน้าชวนกันขึ้นไปสำรวจชั้นสองต่อ

เพียงแค่ก้าวเท้าเหยียบบันไดทางขึ้นเท่านั้นล่ะครับ เสียงคล้ายประตูหรือหน้าต่างกระแทกปิดดังปัง ทำเอาพวกผมนะจังงังไปโดยอัตโนมัติ ยามะจังที่กำลังจะก้าวขึ้นบันไดค่อยๆชักขากลับแล้วมองหน้าเหมือนจะถามว่าเสียงอะไร แต่อยู่ด้วยกันใครจะตอบได้ล่ะครับ ได้แต่เงียบจนมันอดไม่ไหวเอ่ยออกมาก่อน

กูกลัวเสียงยามะจังครางหมดแรงพลางยกมือขึ้นทาบอกตัวเอง ทำให้สีหน้าเจื่อนๆของเพื่อนไอ้จูริยิ้มออก เพราะมีคนปอดแหกกว่า ก่อนแกล้งผลักไหล่ยามะจังคนละทีสองที

ขี้ขึ้นหัวยังวะ ลมมันพัด ประตูหน้าต่างเลยตีกับกำแพงแค่นี้ก็ปอดแหกไปได้เสียงพวกมันล้อเลียนยามะจังดังสะท้อนไปมาเป็นทอดๆ แล้วจึงลากยามะจังที่ยังขาแข็งขึ้นไปยังชั้นสองด้วยความคึกคะนอง
หากสิ่งแรกที่ตอนรับพวกเราและทำให้เสียงหัวเราะค่อยๆเงียบลงคือกลิ่นคล้ายคนจุดธูปเทียนลืมดับลอยมาปะทะจมูก แล้วจางหายไปในเวลาอันรวดเร็ว เล่นเอายามะจังเข่าอ่อนจนต้องเกาะเพื่อนไอ้จูริไว้แน่น สลัดเท่าไรก็ไม่ยอมปล่อย

เดี๋ยวก็ท้องได้หรอกยามะจังเพื่อนไอ้จูริพยายามงัดยามะจังออกจากเอว

เชี่ย...พวกแกไม่ได้กลิ่นเหรอวะ กูว่ากลับกันเถอะนะ

แกกลับก็เป็นลูกหมาล่ะ

เออ กูยอมยามะจังตอบแบบไม่ต้องคิด ทำเอาผมเสียหน้าไปด้วย แกไม่คิดจะรักษาหน้าเพื่อนไว้บ้างเหรอ แล้วยามะจังก็หันมาพยักหน้าชวนผมกลับด้วยน้ำตาคลอเบ้าน่าสงสาร ความคิดแวบหนึ่งแล่นเข้ามาในสมองจนใจลิงโลดเลยครับพี่น้อง ได้ข้ออ้างกลับแบบไม่เสียหน้าแล้วครับ แล้วจะอยู่ทำไมให้จิตตก กำลังจะหลุดปากอยู่แล้วเชียว ถ้าไอ้จูริไม่ปากไวเกินมนุษย์ขัดขึ้นมาซะก่อน หรือเป็นเพราะผมซ่อนใบหน้าเริงร่าไว้ไม่มิดก็ไม่รู้

ยามะจัง แกจะกลับก็กลับไปคนเดียวเลย กูพนันกับไอ้ริวทาโร่ไว้ มันไม่กลับไปกับแกหรอก

อีกแล้ว! ไอ้ตัวขัดแข้งขัดขา! ผมร้องประท้วงมันในใจ หากใบหน้ายังคงรักษาท่าทีไว้แนบเนียนฝืนพยักหน้าเออออกับมันไป

ยามะจังหน้าเสียเลยครับ มันสั่นหน้าไม่ยอมกลับไปคนเดียว ไอ้จูริเลยดึงแขนผมลากให้เดินต่อ ทิ้งยามะจังไว้ข้างหลังไม่ถึงสิบวินาทีมันก็แหกปากร้องเสียงหลงวิ่งตามมาติดๆ เข้ามาแทรกอยู่ตรงกลาง

รอกูด้วย!สุดท้ายมันก็ต้องไปกับพวกผม น่าสงสารมันเหมือนกัน เนื้อไม่ได้กินหนังไม่ได้รองนั่งเอากระดูกมาแขวนคอ

ลำแสงจากไฟฉายส่องสว่างให้มองเห็นในวงจำกัด บริเวณรอบตัวจึงมืดสนิทและเงียบสงบ ได้ยินกระทั่งเสียงลมหายใจ ความจริงออกมาชานเมืองแบบนี้น่าจะได้ยินเสียงจิ้งหรีดเรไรร้องบ้างแต่นี่เงียบฉี่ สายลมเย็นก็เริ่มพัดผ่านผิวกายอีกครั้ง หากคราวนี้ไม่ได้มาแต่ความเย็นยะเยือกชวนน่าขนลุกขนพองเท่านั้น ยังมีเสียงหอนของสุนัขในระแวกใกล้เคียงดังระงมไปทั่ว แถมมันยังหอนอย่างโหยหวนรับช่วงกันเป็นทอดๆ จนอยากวิ่งไปเตะปากมันเสียทุกตัว โทษฐานทำให้ขวัญหนีดีฝ่อ

ผมรู้สึกขนลุกหนาวสันหลังวาบขึ้นมาซะเฉยๆ จึงรีบกวาดไฟฉายไปตามมุมต่างๆอย่างรวดเร็ว แต่ก็ไม่มีอะไรผิดปกติ เลยรีบเดินไปรอบๆชั้นด้วยความรวดเร็วโดยไม่มีใครพูดอะไรออกมาจนดูตึงเครียดน่าอึดอัด และพอจะก้าวขึ้นบันไดไปชั้นสาม มันมาอีกแล้วครับ เสียงครางแผ่วๆของยามะจังทำเอาทุกคนในกลุ่มใจหาย

เดี๋ยวกูถีบให้เลย จะพูดอะไรก็พูดมา ครางหาพระแสงทำไมวะ กูไม่ได้ยินไอ้จูริบ่นหัวเสีย สงสัยมันคงเริ่มจิตตกบ้างแล้วมั้งครับ ผมนึกกระหยิ่มยิ้มย่องในใจ

ก็กูกลัวนี่ แล้วก่อนขึ้นมามันมีเสียงลมพัดจนหน้าต่างดังใช่มั้ยล่ะ แต่กูมองแล้วมองอีกก็หาหน้าต่างซักบานไม่เจออย่างที่พูดเลย

เงียบครับ งานนี้พวกผมเงียบแล้วหันมองไปด้านหลัง พยายามกวาดตาส่องไฟฉายหาประตูหรือหน้าต่างซักบาน เผื่อยามะจังมันจะมองข้ามไป แต่ไม่มีครับ ทุกคนเลยเงียบอีกรอบและหันไปมองหน้าไอ้จูริเป็นตาเดียว มันคงรู้สึกตัวเลยถลึงตามองตอบ

อาจเป็นชั้นอื่นก็ได้ กูเคยมาซะที่ไหนล่ะว่าแล้วมันก็ถือโอกาสจับมือผมจูงเดินนำหน้าไปยังอีกชั้น

คือถ้าเป็นเวลาปกติผมคงสะบัดมือมันทิ้งแล้วครับ แฟนผมขี้หึงวายร้ายออกปานนั้นเลยต้องระวังตัวกันนิดหนึ่ง แต่เวลานี้มันไม่ปกติครับ ความตั้งใจอันน่านับถือนั้นจำเป็นต้องพับเก็บไปก่อน เพื่อรักษาใจตัวเองก่อนจะหัวใจวายตาย ไม่ได้เห็นหน้าสุดที่รัก เขาคงเข้าใจความจำเป็นในครั้งนี้ครับ

ขึ้นมาบนชั้นสาม สิ่งแรกที่พวกผมเห็นคือประตูโทรมๆจะหลุดมิหลุดแหล่ออกจากวงกบ ใจมาเป็นกอง ไอ้ประตูต้นเหตุอยู่ตรงนี้เอง พวกผมหันมองยามะจังแล้วยิ้มให้มัน หากรอยยิ้มนั้นชะงักค้างแล้วค่อยๆหุบลง ยกมือขึ้นปิดจมูกแทนเมื่อเข้าใกล้ประตูบานนั้น

กลิ่นสาบสางเหมือนมีตัวอะไรเน่าตายบนนี้ทวีความรุนแรงจนผมแทบสำลัก กระเถิบตัวเข้าใกล้ไอ้จูริมากขึ้น และมันเองก็คงปอดๆเหมือนกันถึงได้โอบเอวผมเข้าไปใกล้ๆเช่นกัน ไอ้จูริหันมองหน้าผม ใบหน้ามันแสดงออกถึงความไม่แน่ใจในบางอย่างจนหัวคิ้วชิดติดกัน ผมได้แต่เกาะแขนมันไว้แน่น นึกแช่งชักหักกระดูกมันในใจ

แกอย่ามาทำปอดแหกตอนนี้นะโว้ย มาครึ่งทางแล้ว ขืนคนนำมาไปซะก่อนที่เหลือไม่ชักน้ำลายฟูมปากเหรอวะ

เหมือนมันจะรู้ครับ เลยเดินตรงไปยังประตูพร้อมกับลากผมไปด้วยทั้งๆที่ผมพยายามจิกปลายเท้ากับพื้นจนเจ็บ แล้วมันก็หันหน้ามามองผมอีกเมื่อถึงหน้าประตูชั่วอึดใจหนึ่ง ก่อนจะผลักประตูพังๆเปิดเข้าไปภายใน ไม่ให้ผมได้ทำใจก่อนเลย

กลัวสิครับ แต่ดันโง่ลืมหลับตา มองไปตามลำแสงของไฟฉายจนไปกระทบกับดวงตาคู่สีเขียวเรืองรอง จุกเลยครับ เหมือนมีอะไรในท้องตีขึ้นจุกคอหอย ด้วยกลิ่นสาบคละคลุ้งไปทั่วห้องพร้อมเสียงแหกปากของยามะจังขณะกระโดดขี่เอวเพื่อนไอ้จูริ ผมเองก็ไม่ต่างจากมันหรอกครับ เต็มๆตาแบบนี้ก็รีบหลับตาปี๋กอดไอ้จูริคนน่าหมั่นไส้ไว้แน่น

ตอนนี้ผมเกิดรักมันขึ้นมากะทันหันครับ

ผมรู้สึกถึงลมเย็นพัดรอบๆตัวเริ่มนิ่งสงบพร้อมกับเสียงหัวเราะลงคอใกล้ใบหูตัวเอง ก็ยิ่งหลับตาซุกหน้ากับอกไอ้จูริไม่คิดชีวิต กระทั่งรับรู้ถึงไออุ่นของลมหายใจถึงเริ่มเอะใจ

ผีที่ไหนมีไออุ่น! กว่าจะรู้ตัวเสียงหัวเราะของไอ้จูริก็ดังเต็มสองรูหู

กลัวขนาดนี้เชียวเหรอวะ โน้น...ดูให้ดีๆสิ หนูวิ่งกันให้พล่าน
ผมผงกศีรษะออกมาดูบริเวณที่ไฟฉายส่องเป็นวง ก็พบซากสัตว์ปีกตัวเขื่องนอนตายมีหนอนตัวเป้งอาศัยในร่างคลานกันหยุบหยับ และแววตาสีเขียวที่ผมเห็นก็คือดวงตาของหนูตัวเท่าแมวซุกตัวอยู่มุมห้อง หาจังหวะหลบหนีจากผู้บุกรุก ผมสูดลมหายใจลึกเหมือนคนขาดอากาศมานาน แต่ก็ต้องเบ้หน้าเพราะลืมตัวว่ามีซากเน่าอยู่ภายในห้อง ก็เล่นเอาแทบสำลัก

แกจะไปต่อไหวมั้ยวะไอ้ริวทาโร่ ถ้าไม่ไหวพอแค่นี้ก็ได้นะโว้ย กูไม่เอาไปพูดต่อหรอก

โอกาสหลุดรอดจากการสติแตกที่มันหยิบยื่นมาให้ช่างหอมหวานยั่วยวนใจจนผมแทบกระโดดคว้า แต่จะต้องแลกกับการถูกตราหน้าว่าไอ้ขี้ขลาดไปชั่วชีวิต ทำให้ผมเชิดหน้าแต่ไม่ปล่อยมือจากแขนมัน

ไหวเว้ย แกไม่ไหวก็กลับไปสิพูดไปตาก็มองไปรอบๆอย่างหวาดๆ ได้ยินเสียงไอ้จูริถอนหายใจหนัก ไม่รู้ว่าเพราะความหัวแข็งของผมหรือเพราะผมทำให้มันหมดโอกาสกลับไปพร้อมศักดิ์ศรีทั้งที่ฉี่แทบราดก็ไม่รู้

พวกผมออกเดินสำรวจต่อทั้งที่ยามะจังหน้าแทบไม่มีสีเลือด ขนาดออกมาไกลจากห้องนั้นแล้วแต่กลิ่นเหม็นสาบกลับไม่จางหายคล้ายมีซากเน่ามาจ่ออยู่ปลายจมูกยังไงยังงั้น ความรู้สึกเย็นสันหลังวาบเกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อผมเดินผ่านเสาสี่เหลี่ยมต้นใหญ่ต้นหนึ่งตามแนวคานห่างเป็นระยะๆ ความมือไวจึงส่องไฟฉายดู เห็นคราบสีสนิมเหล็กเปื้อนเป็นหย่อมใหญ่อยู่ระดับศีรษะแล้วหยดเป็นทางถึงตีนเสา คล้ายมีน้ำอะไรซักอย่างสาดโครมมาที่ต้นเสา ทั้งที่เป็นเสากลางตึกแท้ๆ ก่อนจะสาดไฟไปยังเสาต้นถัดไปก็ไม่เห็นความผิดปกติเหมือนไอ้เสาข้างตัวตอนนี้! ผมกระชับมือเกาะแขนไอ้จูริแน่นจนมันบ่นว่าผมจับเอวมันแรงแถมหยิกมันทำไมไม่รู้

จะกอดก็กอด แต่ช่วยอย่าหยิกจะได้มั้ย กูเจ็บนะไอ้ริวทาโร่ไอ้จูริถลึงตาพราวระยับใส่ผม ในขณะที่ผมค่อยๆก้มมองมือตัวเองยังเกาะอยู่บนต้นแขนของมันทั้งสองข้างอยู่เลย แล้วจะเอามือที่ไหนไปจับไปหยิกเอวมันอีก

ไอ้จูริมองตามสายตาผมมาอยู่ที่มือ ผมเห็นตามันโปนจนแทบถลนออกมาจากเบ้า เหลือบมองขึ้นไปก็เห็นผมมันเริ่มชี้โด่ชี้เด่ไปคนละทิศคนละทาง แล้วหันมองเพื่อนข้างหลังซึ่งกอดกันกลมอยู่สามคน ไม่มีใครยื่นมือมาจับเอวมันเลยซักคน เท่านั้นล่ะ!

ปัง!

เสียงประตูตีกับกำแพงอีกครั้งทำเอาพวกผมสติหลุดแหกปากร้องกันสุดเสียง เพรากลิ่นสาบสางมันเริ่มอบอวลรอบตัวเหมือนกำลังห้อมล้อมพวกผมอยู่ยังไงยังงั้น ทั้งแสงจากไฟฉายที่สาดส่องกันวุ่นวายไม่รู้ทิศรู้ทางกลับไปกระทบกับเงายาวยืด ทั้งที่ไม่มีไฟจากตรงไหนส่องให้เกิดเงา แต่มันก็เกิด! พร้อมกับเงาคล้ายร่างคนนั้นค่อยๆเคลื่อนเข้ามาใกล้และยกมือยาวผิดมนุษย์มนาออกมาจากมุมตึก

เสียงยามะจังหวีดร้องเป็นคนแรกแล้วใส่เกียร์หมาสะบัดเพื่อนข้างๆวิ่งหนีลงบันไดไปคนเดียว ทั้งที่ก่อนหน้านี้มันไม่กล้ากลับไปคนเดียวเสียด้วยซ้ำ ตามด้วยเพื่อนไอ้จูริหันหลังวิ่งหัวตั้งไปแบบไม่คิดชีวิต ถึงหกล้มหกลุกก็คลานจนตกบันไดไปด้วยกันติดๆ ทิ้งผมและไอ้จูริไว้เหมือนคนไม่รู้จักกันซะงั้น

ไอ้จูริปาไฟฉายในมือใส่เงาทะมึนนั้นอย่างบ้าคลั่งพลางบีบไหล่ผมจนเจ็บขณะหันหลังวิ่งตามเพื่อนไปโดยไม่ลืมลากผมไปด้วย ดูมันก็สติแตกพอกับผมนั่นล่ะ เพราะใบหน้าของมันตอนนี้ไม่หลงเหลือความมั่นใจเลยซักนิด ปากมันสั่นน้อยๆหัวคิ้วย่นชนกัน มือมันก็เย็นเฉียบกว่าน้ำในตู้เย็นซะอีก จนผมคิดว่าตายแน่คราวนี้

และผมยังคงฉลาดน้อยหันกลับไปมองข้างหลัง ใจผมแทบหลุดออกจากตัวพร้อมสะดุดลมหายใจตัวเองจนตาเหลือก เมื่อเห็นเงานั้นเคลื่อนเข้ามาใกล้หากไม่กี่เมตร ผมรีบตีแขนไอ้จูริ

เร็วๆ วิ่งเร็ว!มันก็วิ่งโดยไม่ถามอะไรผมซักคำ แถมกระชับเอวผมแน่นจนเหมือนเอาผมเข้าเอวหนีบวิ่งหนีไปด้วยกัน ถ้าผมไม่สะดุดขาตัวเองล้มลงไปซะก่อน พามันหัวคะมำไปด้วย

เจ็บครับ แต่ไม่สนใจว่าจะได้แผลตรงไหน เพราะตรงที่ผมล้มลงไปมีกองผ้าขมวดยาวคล้ายห่อคนไว้ทั้งคน ส่งกลิ่นเหม็นเน่าจนผมตัวแข็งไปทั้งตัว ไอ้จูริหน้าขาวซีดท่ามกลางความมืดสลัวซึ่งมีแค่ไฟฉายกระบอกเล็กในมือผมที่กระเดนหลุดมือกลิ้งไปอีกด้านหนึ่งให้แสงสว่าง มันลากผมที่ตัวแข็งอยู่ใกล้กองผ้าไปกอดไว้แน่น ในขณะที่เงาดำสยองเกล้านั้นเคลื่อนเข้ามาใกล้

ผมหลับตาแน่นกรีดร้องด้วยสติสตังหลุดลอย น้ำหูน้ำตาเล็ดไม่สนใจว่าใครจะพูดอะไรแล้วครับตอนนี้ ในวงแขนของไอ้จูริผมรู้สึกว่ามันหยิบสิ่งของข้างตัวขว้างปาไปยังเงาตรงหน้า

มันคิดจะสู้กับผีรึไงวะ

เฮ้ย!

เสียงร้องตกใจที่ไม่ได้มาจากปากผมและปากไอ้จูริทำเอาผมสะดุ้งโหยง ด้วยน้ำเสียงนั้นคุ้นหู

ริวทาโร่!เสียงทุ้มตะโกนออกมาอย่างหัวเสียเรียกสติผมกลับมาได้ทันที ทั้งผมทั้งไอ้จูริเบิกตามองร่างสูงใส่เสื้อสีขาวเดินเข้ามาใกล้พร้อมสาดไฟฉายใส่หน้าจนพวกผมต้องหยีตาสู้แสง

เป็นอะไร ร้องเสียงหลงกันเลย บอกแล้วใช่มั้ยว่าอย่ามาๆ แล้วหนีมาทำไม พูดอะไรไม่เชื่อกันเลยรึไง

เสียงดุแกมบ่นยาวยืดหากเป็นปกติผมคงเถียงสู้ไปแล้ว แต่ตอนนี้มันไม่ต่างอะไรกับเสียงสวรรค์เลยครับ เพราะไม่ใช่ผีสางที่ไหนแต่เป็นคนรักของผมเอง ในที่สุดเคย์โตะสุดที่รักของผมก็มา ผมดีใจสุดๆแม้จะถูกกระชากออกจากอ้อมแขนของไอ้จูริ แต่ผมไม่สนใจ ต่อให้เจ็บกว่านี้ก็ยอม ผมรีบคว้าคอแฟนหนุ่มไว้ทันทีแล้วเกาะแน่นเป็นลูกลิง

เคย์โตะๆช่วยด้วย ที่นี่มีผีอะ ริวกลัว พาริวออกไปทีไม่รู้เป็นอะไรพอได้ซุกอกเคย์โตะก็รู้สึกอุ่นใจขึ้นมาทันที

ผีอะไร? ไม่มีหรอกริวทาโร่ มันมืด คิดกันไปเองทั้งนั้น

ไม่นะ เมื่อกี้ริวเห็นผี เป็นเงาดำๆ มันยื่นมือมาหาด้วย ริวกลัว ไม่ไหวแล้ว รีบพาริวออกไปเถอะผมเขย่าไหล่คนรักแรงๆ พร้อมกับปล่อยโฮออกมาอย่างไม่รู้ตัว แฟนผมถอนหายใจก่อนช้อนตัวผมขึ้นอุ้มเหมือนอุ้มเจ้าสาวเข้าหอ แล้วนิ่วหน้าคล้ายหนักใจ

เงาพี่รึเปล่า เพราะพี่เดินตามเสียงเราขึ้นมา แต่คงขึ้นมาคนละฝั่งบันไดกัน

ผมไม่ตอบเอาแต่ส่ายหน้ากับบ่าคนรักอย่างเดียว

ดี กลัวซะบ้าง จะได้เข็ด ไม่ทำอะไรไม่เข้าท่าแบบนี้อีก เข็ดรึยังล่ะ

คำพูดของคนรักเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา ผมไม่สนใจจะฟังหรอก ตอนนี้ขอแค่พาผมออกไปจากที่นี่จะว่าอะไรก็ว่ามาเหอะ โดยไม่ได้หันไปมองสภาพไอ้จูริเลยว่าเป็นยังไงบ้าง ผมมันจะหงอก ฉี่มันจะราดก็ช่างหัวมัน

ผมร้องไห้สะอึกสะอื้นจนตัวโยนแม้จะรู้สึกโล่งใจบ้างแล้วก็ตาม เมื่อถูกพาลงมาชั้นล่างสุดและกำลังจะพ้นออกจากตัวอาคาร ผมรู้สึกว่าคนรักของผมเอี่ยวตัวไปด้านหลัง ขมุบขมิบอะไรบางอย่างที่ฟังไม่รู้เรื่องคล้ายคุยกับใครซักคน แล้วหันกลับมาพูดกับพวกไอ้จูริ ก่อนจะแยกย้ายรีบพาผมขึ้นรถขับจากไปอย่างที่ผมต้องการเป็นที่สุด

เมื่ออยู่ในรถ เคย์โตะปรับเบาะนั่งให้เอนลงพลางยิ้มใจดีแล้วปิดตาผมอย่างอ่อนโยน คล้ายจะบอกให้ผมพักผ่อนไม่ต้องกลัวอะไรแล้ว และผมก็ไม่ขัดศรัทธา หลับตาลงผ่อนลมหายใจคลายความตึงเครียดอย่างว่าง่าย โดยไม่ได้รู้เลยว่า กระจกมองหลังได้สะท้อนเงาตนหนึ่งอย่างชัดเจน และคนรักของผมก็ตั้งใจจะปิดบังมันไว้!
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
ถ้ามากวนพวกเราอีก คราวหน้าไม่เกรงใจหมอแล้วนะ!




TBC...

4 ความคิดเห็น:

  1. ปกติพอรู้ว่าเป็นฟิคแปลงแล้วจะไม่ค่อยอ่าน แต่นี่เห็นแก่ความแมนของลูกชาย ก็เลยเข้ามาอ่านซะหน่อย

    ที่บอกให้ลืมภาพที่อิเม่นวิ่งหนีึผีนั่นน่ะ

    บอกตรงๆว่าลืมไม่ลงหรอก

    กร๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

    ตอบลบ
  2. แอบมีจูทาโร่ (ชือลัทธิทุเรศมาก = =) มาแจมด้วย ก๊ากกกกก

    ยามะจัง นั่นเล่นหนีไปคนเดียวเลยเรอะ =[]=!!!

    อิเม่นโผล่มาอย่างแมนมากเลยฮ่ะ!

    ว่าแต่ตอนสุดท้ายนั่นมัน....?

    ตอบลบ
  3. เหลือเชื่อตรงอิเม่นมิกลัวผี
    ชั้นบอกแล้วว่าริวโอคาๆ

    ตอบลบ
  4. มันคล้ายๆการ์ตูนที่แอ๊นเคยอ่านเลย

    พระเอกเป็นหมอผี><
    เคย์โตะเท่ห์มากๆ><

    ตอบลบ