เป็นเรื่องจากเล้าเป็ด เขียนโดยคุณ Sake จึงขออนุญาตมา ณ ที่นี้นะคะ
หมายเห็ด* กรุณาลบความคิดที่อิเม่นกลัวผีออกซะนะ 555
Festival
เสียงผู้สื่อข่าวแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดให้ผู้ชมทางบ้านฟังเจื้อยแจ้วไม่ทำให้ผมกลับไปสนใจมองจอโทรทัศน์ตรงหน้า ยังคงตั้งหน้าตั้งตาจัดเสื้อผ้าใส่เป้อย่างขะมักเขม้น ก็ทำไมผมต้องสนใจด้วยล่ะในเมื่อพรุ่งนี้ผมก็จะไปเที่ยวแบบนั้นแล้ว
แค่คิดผมก็หุบยิ้มไม่ลง รีบยัดข้าวของเครื่องใช้ทั้งหมดใส่เป้โดยเร็วแล้วกระโดดขึ้นเตียงนอน ดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมตัวอย่างมีความสุข พรุ่งนี้เคย์โตะจะมารับไปเที่ยวโอกินาว่าแต่เช้า ขับรถยนต์ไปกับเพื่อนอีกสองคน แค่คิดก็ตื่นเต้นจนข่มตาหลับไม่ลงแล้ว
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นที่หัวเตียงก่อนที่ผมจะคิดเตลิดเปิดเปิงไปถึงไหนต่อไหนเรียกรอยยิ้มได้อีก ก็เวลานี้จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากสุดที่รักของผมเอง
“ยังไม่นอนอีกเหรอริวทาโร่ พรุ่งนี้ต้องไปไกลแล้วจะเพลียนะ” เสียงทุ้มอ่อนโยนจากปลายสายยิ่งทำให้ผมยิ้มไม่ยอมหุบหนักขึ้นไปอีก ถ้าเคย์โตะรู้คงว่าผมบ้าแน่ๆ
“ถ้าให้ริวนอนแล้วเคย์โตะโทรมากวนทำไมล่ะ ไม่งั้นริวหลับไปแล้วนะเนี่ย” ผมตอบยียวนกวนบาทาไปแบบเสแสร้ง ทำให้ได้ยินเสียงเคย์โตะหัวเราะมาจากปลายสาย
“โอเคๆพี่ผิดเอง ก็กลัวว่าริวทาโร่จะทำโน้นทำนี่จนลืมเวลาเลยลองโทรมาดู ถ้านอนแล้วก็หลับซะ พรุ่งนี้พี่ไปรับหกโมงครึ่งนะ”
“ครับ” ผมลากเสียงยาว “ฝันดี แล้วก็รักนะ จุ๊บๆ” ผมทำเสียงจูบใส่โทรศัพท์แล้วรีบวางสาย รู้สึกแก้มร้อนวูบๆก่อนคว้าหมอนข้างมากอดแนบแน่น
คิดผิดหรือเปล่านะที่ชวนเจ้าสองคนนั้นไปด้วย แทนที่จะไปกันสองคน ความจริงผมก็ไม่เกี่ยงหรอกแม้จะรู้สึกเขินๆอยู่บ้างหากไปกันตามลำพัง แต่เคย์โตะเป็นฝ่ายแนะนำให้ผมชวนเพื่อนไปด้วยจะได้ครึกครื้น เลยไม่ขัดศรัทธาชวนยามะจังกับยูโตะเพื่อนร่วมก๊วนที่กลัวผีขี้ขึ้นสมองเหมือนกันไม่มีผิดไปด้วย ส่วนไอ้จูริอดไปตามระเบียบเพราะไม่ถูกชะตากับเคย์โตะแล้วจะชวนมันไปทำไมจริงมั้ย ผมคิดอะไรไปเพลินๆอีกครู่เดียวก็ผล็อยหลับไปจนเช้า
เสียงรถยนต์มาจอดหน้าบ้านเป็นเวลาเดียวกับที่ผมลากกระเป๋าเป้ลงมาชั้นล่างพอดี เคย์โตะเข้ามายกมือไหว้แม่ก่อนพยักหน้าบอกให้ผมเตรียมตัวออกไปเลย ผมจึงเข้าไปหอมแก้มแม่ฟอดใหญ่แล้วตามเคย์โตะออกไปด้วยความรู้สึกสดชื่นระคนตื่นเต้นที่จะได้เดินทางไปเที่ยวไกลๆแบบนี้ครั้งแรก
พวกผมแวะไปรับยามะจังและยูโตะที่บ้าน พอรวมตัวกันได้ก็นกกระจอกแตกรังดีๆนี่เองครับ
“พี่เคย์โตะเมื่อยบอกนะครับ ผมรับไม้ขับต่อให้” ยูโตะชะโงกหน้าฉีกยิ้มเห็นฟันสามสิบสองซี่ให้คนขับ
“ดีเลย ขับรถไกลๆแบบนี้มีคนมาเปลี่ยนจะได้ปลอดภัย” เคย์โตะยิ้มตอบยูโตะที่ดูจะมีประโยชน์ก็คราวนี้เอง ไอ้นี่ขับรถไว้ใจได้ ส่วนยามะจังอย่าหวัง แม้แต่จักรยานมันขี่เป็นรึเปล่ายังไม่รู้เลย
มันกลัวเจ็บพอๆกับกลัวผีนั่นล่ะ
“แล้วทานข้าวเช้ากันมารึยัง” เคย์โตะถามแต่ตายังมองถนนตรงหน้านิ่ง
“ยังเลยพี่ ยังเช้าอยู่ ไว้หิวแล้วค่อยแวะกินก็ได้ ไม่เน้นข้าวเน้นขนมครับ” ยามะจังหัวเราะร่าตอบ
“มึงคนเดียวสิ” เสียงของผมและยูโตะประสานเป็นหนึ่งเดียวจนเคย์โตะเหลือบมองแล้วอมยิ้มให้ผมหน้าร้อนวูบ
พวกผมขับรถกันไปแวะซื้อขนมตามริมถนนทานกันไปอย่างสนุกสนาน แม้รถตามท้องถนนจะมากเพราะเป็นช่วงเทศกาลแต่ความเร็วในการขับก็ดีทีเดียว แบบนี้เย็นๆก็ถึงที่หมาย คิดอีกทีชวนเจ้าพวกนี้มาด้วยก็เข้าท่าดีเหมือนกัน ขืนให้ผมมากันตามลำพัง ผมคงเอาแต่นั่งปาดน้ำลายมองหน้าหล่อๆของเคย์โตะท่าเดียว โม้กันไปกินกันไปเผลอแป๊บเดียวก็เที่ยงซะแล้วเลยแวะทานข้าวกลางวัน จากนั้นเคย์โตะก็เปลี่ยนให้ยูโตะมาขับแทน
เคย์โตะชวนผมมานั่งเบาะหลังด้วยกัน รถออกตัวไปตามทางขึ้นๆลงๆของถนนพักใหญ่เคย์โตะก็ดูจะวางใจในฝีมือขับรถของเพื่อนผม ค่อยผ่อนแผ่นหลังแตะพนักแล้วหันมาพูดด้วย
“เมื่อยมั้ย”
ผมส่ายหน้าแทนคำตอบพร้อมส่งยิ้มหวานตาเชื่อมไปให้ พี่แกเลยยกมือมาขยี้ศีรษะจนผมยุ่ง
“หนังท้องตึงหนังตาหย่อนเชียว”
“เด็กกำลังโตก็แบบนี้ล่ะพี่”
ผมยิ้มทั้งๆที่ตาจะปิดแต่หูก็ได้ยินเสียงยามะจังปากหมาแขวะลอยลมมาให้ได้ยิน
“เด็กโข่งสิมึงอะ”
ผมไม่ต่อล้อต่อเถียงแต่เอาเข่ากระแทกเก้าอี้นั่งจนยามะจังสะดุ้ง ก่อนจะผล็อยหลับไป ตื่นมาอีกทีก็เห็นเคย์โตะกลับไปนั่งขับเหมือนเดิม แสงแดดเริ่มอ่อนแรงลงมาก ผมขยับตัวแก้เมื่อย
“ตื่นแล้วเหรอ” เคย์โตะเหลือบมองผมพยักหน้าให้ จากนั้นหันมองยูโตะซึ่งยังหลับสนิทข้างผม ส่วนยามะจังมันนั่งหลับคอตกกรนเบาๆอยู่เบาะหน้า
“เดี๋ยวรอเพื่อนๆตื่นค่อยแวะหาอะไรทานนะ หรือว่าหิวแล้ว”
ผมส่ายหน้า “อีกไกลมั้ยเคย์โตะ”
“อีกสองชั่วโมงได้”
“งั้นไปทานที่โรงแรมเลยก็ได้ อยากถึงเร็วๆจัง”
“เมื่อยแล้วล่ะสิ”
“ประมาณนั้นล่ะ” ผมยิ้มรับเสียงอ่อย การนั่งรถนานๆมันแย่แบบนี้นี่เอง แล้วคนขับจะเหนื่อยขนาดไหนกัน ผมมองซีกหน้าของคนรักด้วยความรู้สึกเห็นใจ และเคย์โตะก็เหมือนนกรู้แอบส่งสายตากรุ่มกริ่มมาให้
“พี่ก็เมื่อยอยู่เหมือนกัน คืนนี้ริวทาโร่นวดให้พี่หน่อยนะ”
ความหมายกินนัยทำเอาผมหน้าร้อน ก่อนยิ้มเก้อพยักหน้ารับ
นวดก็นวดสิ แต่นวดแผนโบราณนะ ไม่ใช่อาบอบนวดป้ายแดง
ค่ำๆพวกผมก็มาถึงโรงแรมที่พักซึ่งดูแล้วก็หรูหราโอ่โถงอยู่ไม่น้อย ขนาดไม่ใช่ห้าดาวนะเนี่ย จัดการเช็คอินเสร็จเรียบร้อยพวกผมก็รีบหาข้าวใส่ท้องทันที เพราะทุกคนลงความเห็นแล้วพร้อมใจกันหิ้วท้องมาทานที่นี่ จัดการกับอาหารจนอิ่มหนำสำราญก็ถึงเวลาขึ้นไปพักผ่อน เคย์โตะส่งกุญแจห้องพักให้ยามะจัง ก่อนจูงผมตามหลังไป แสดงว่าผมนอนกับเคย์โตะ ยามะจังนอนกับยูโตะ
หย๋า...ใจเต้นตุบๆเลย ไอ้อยากก็อยากอยู่ แต่กลัวใจยังไงพิกล
ผมแอบมองหน้าเคย์โตะแวบหนึ่งแล้วก้มลงเมื่อรู้สึกสองแก้มอุ่นขึ้นมากะทันหัน ก็พี่แกเล่นจ้องมาอยู่ก่อนแล้ว แถมอมยิ้มแปลกๆให้อีกต่างหาก
หรือว่าคืนนี้จะต้องเสียตัวแล้วก็ไม่รู้...
“ถึงห้องแล้วเหม่ออะไรอยู่ล่ะริวทาโร่”
เสียงเคย์โตะดังมาจากไกลๆดึงสติที่เตลิดเปิดเปิงของผมให้กลับมาอยู่กับเนื้อกับตัว ผมรีบส่ายหน้าทันที มือเก้ๆกังๆเสลูบศีรษะตัวเองเก้อๆที่คิดอะไรไปไกล
“ตื่นเต้นอยู่เหรอ?” เคย์โตะกระซิบข้างหูทำเอาผมขนลุกไปทั้งตัว
“พี่ก็เหมือนกัน” ไอ้รอยยิ้มเจ้าเล่ห์นิดๆนั่นก็ทำให้ผมอยากต่อยคนรักซักหมัดสองหมัด
ล้อเลียนอยู่ได้!
ผมถูกดุนเข้าไปภายในห้องหลังเคย์โตะไขกุญแจเสร็จ และไม่รอให้ประตูปิดสนิทเสียก่อนผมก็ถูกประกบปากทันที
อะไรมันจะร้อนแรงแต่หัววันอย่างนี้...
“อืม...” ปลายลิ้นร้อนดุนดันหยอกเย้าจนผมครางหวิว ก่อนตัดใจออกแรงผลักอีกฝ่ายเบาๆ “พอแล้ว”
เคย์โตะอมยิ้มมองผมหน้าแดงเรื่อ หากยอมผละออกแต่โดยดีแล้วจับจูงกันเข้าไปสำรวจภายในห้องพัก ผมลองเปิดโน้นดูนี่จนทั่วแล้วจึงทรุดตัวนั่งบนขอบเตียงพร้อมเคย์โตะ
“ริวทาโร่อาบน้ำก่อนมั้ย”
“เคย์โตะก่อนก็ได้ ขับรถมาเหนื่อยๆ”
เคย์โตะไม่ตอบกลับเขยิบเข้ามาชิด ใบหน้าคมคายเคลื่อนเข้ามาติดหน้าผมแล้วเอ่ยเสียงราวกระซิบ
“ถ้าริวทาโร่ยอมช่วยพี่อาบก็คงหายเป็นปลิดทิ้ง”
ลมหายใจอุ่นร้อยเป่ารดใบหน้าทำเอาผมหน้าร้อนซู่ กอปรกับคำพูดสองแง่สองง่ามที่ตั้งแต่เดินทางมาดูเคย์โตะจะหยอดไม่เลิก ผมเลยเริ่มรู้สึกวางตัวไม่ถูก
อาการอึกๆอักๆของผมอยู่ไม่นานเคย์โตะก็กดริมฝีปากลงบนขมับชื้นเหงื่อแรงๆ “ขอโทษ พี่ล้อเล่น ริวทาโร่ทำตัวตามสบายเถอะ” เคย์โตะวางมือใหญ่บนหลังมือผมเบาๆ “ไว้ใจพี่มั้ย?”
ผมมองคนรักยิ้มอ่อนโยนแววตาไม่วอกแวกให้รู้สึกมั่นใจแล้วจึงพยักหน้า พลางนึกอยากเขกกะโหลกตัวเองนัก เพราะเวลาเอาเข้าจริงกลับไม่กล้า
คนมันกลัวเจ็บนี่! เห็นอยู่ชัดๆว่าต้องรับบทอะไร ถ้าให้รุกก็ว่าไปอย่าง!
“งั้นริวทาโร่ไปอาบน้ำก่อนเถอะ”
ผมพยักหน้าขยับตัวลุกไปรื้อกระเป๋า แต่เปลี่ยนใจก้มลงหอมแก้มเคย์โตะก่อนเผ่นแนบคว้าเสื้อผ้าเข้าไปยังห้องน้ำ ทิ้งมือยาวคว้าได้แต่อากาศ
“เดี๋ยวเหอะ ยังจะมายั่วกันอีก”
เสียงบ่นลอยลมทำให้ผมอมยิ้ม อาบน้ำอย่างสบายอกสบายใจ ไม่เห็นท่าทางอ่อนโยนเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมในฉับพลัน ก่อนเดินไปเปิดประตูตรงระเบียงแล้วออกไปภายนอกหายลับเข้าไปในความมืดสลัว
“พะ...พี่!” ผมตกใจเมื่อออกจากห้องน้ำมาก็เจอร่างสูงใหญ่ยืนรออยู่หน้าประตู ที่ไหล่มีเสื้อพาดไว้ แววตาคมกล้าเปล่งประกายระแวดระวังก่อนหายวับไปอย่างรวดเร็วแล้วคลี่ยิ้มละไม
“อาบนานจัง” เคย์โตะไม่พูดเปล่า ยืนมือมาคว้าเอวผมเข้าไปประชิดแล้วก้มลงสูดกลิ่นหอมใกล้ซอกหู ผมหดคออย่างจั๊กจี้
“ก็มันร้อนนี่ เคย์โตะนั่นล่ะรีบเข้าไปอาบเลย เหม็น” ผมแสร้งทำจมูกย่นแล้วรีบแกะมือใหญ่ออกจากเอวพลางดันเข้าไปภายในห้องน้ำ
“เดี๋ยว...” เคย์โตะคว้าข้อมือไว้แน่น ทำให้ผมจ้องตาอย่างสงสัย “อย่าแอบไปไหนในที่เปลี่ยวๆล่ะ”
นึกว่าอะไร ผมลอบถอนหายใจใส่คนขี้ห่วง หากก็พยักหน้าตอบ พอเคย์โตะปิดประตูผมก็เดินไปทิ้งตัวนอนบนเตียงนุ่ม ฟังเสียงน้ำไหลซู่ๆพลางยกยิ้มมุมปากอย่างมีความสุข ผมหลับตานิ่งคิดถึงไอ้เพื่อนยากอีกสองคน ไม่รู้พวกมันจะเป็นยังไงบ้าง นอนกลิ้งไปกลิ้งมาสองตลบแล้วจึงลืมตาเหล่มองประตูห้องน้ำที่ยังปิดสนิท
คงอีกซักพักกว่าจะเสร็จ แอบไปดูไอ้สองคนนั่นแป๊บหนึ่งคงไม่ว่าอะไรหรอก
ผมคิดอย่างชะล่าใจเดินออกจากห้องโดยไม่นึกถึงคำเตือนของคนรักแม้แต่น้อย
“ยามะจัง” ผมเคาะประตูไม่นานยามะจังก็เปิดประตูรับผมด้วยรอยยิ้มฉีกแทบถึงหู “อาบน้ำแล้วเหรอ?” ผมถามทั้งๆที่เห็นหัวมันเปียกน้ำ
“เออ กูเพิ่งอาบเสร็จ”
เข้าไปภายในห้องเห็นยูโตะนอนดูทีวีสบายอารมณ์ และมันก็อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อย ผมอดทึ่งในความสามารถของพวกมันไม่ได้
วิ่งผ่านน้ำกันรึไงวะ
“เป็นไง เข้าท่ามั้ยวะ วิวข้างนอกเห็นทะเลด้วย” ผมพยักพเยิดหน้าไปทางระเบียงที่ยังปิดสนิท
“อืม เจ๋งเลย เสียดายมันมืดแล้วเลยไม่เห็น” ยูโตะลุกขึ้นมาจากที่นอนเดินไปยืนหน้าประตูกระจกบานใหญ่ แล้วค่อยๆเลื่อนประตูเปิดออกกว้าง ให้สายลมพัดพากรุ่นกลิ่นไอเกลือเข้ามาภายใน
ผมกับยามะจังเดินไปสมทบ พวกเราเท้าแขนกับระเบียงมองฝ่าความมืดไปยังแสงไฟเบื้องล่างที่ยังมีคนเดินพลุกพล่าน จากชั้นเก้ามองลงไปเห็นคนตัวนิดเดียว
“ลงไปเดินเที่ยวกันมั้ย ถนนด้านหน้าโรงแรมเขายังมีเทศกาลกันอยู่เลย” ยูโตะหันมาชวน
“เอาจริงดิ พรุ่งนี้ต้องไปดำน้ำอีก จะไหวเหรอวะ” ยามะจังตีหน้าเศร้าเพราะอยากไปหลีสาวแต่ก็เพลียจนขาอ่อนไปหมด “แล้วมึงว่าไงไอ้ริวทาโร่”
“ผ่านว่ะ กูอยากนอน”
“อ้าว ไม่ครบก็ไม่มันดิ” ยูโตะประท้วง
“มึงอยากก็ไปเหอะ กูเก็บแรงไว้ดำน้ำพรุ่งนี้ดีกว่า” ผมทำหน้ามั่นอกมั่นใจ และตั้งใจแบบนั้นจริงๆ
กูเปล่าอยากกลับไปนอนกับเคย์โตะนะ
ผมร้องเถียงในใจเมื่อต้องจ้องตากับยูโตะ จนมันล่าถอยจึงลอบพรางพรูลมหายใจ
“เอางั้นก็เอา ไว้พรุ่งนี้ดำน้ำเสร็จแล้วค่อยกลับมาเดินเล่นก็ได้ เทศกาลทั้งทีกูอยากเดินส่องสาวๆว่ะ” ยูโตะยักคิ้วให้พวกผม
“อยากแตะอั๋งสาวก็บอกมาเหอะยูโตะ” ผมแซวไอ้เพื่อนชีกอทันที
“ใครจะเหมือนมึงล่ะ” ยูโตะยักคิ้วมีความนัย ผมเลยยกเท้าถีบมันไปส่งๆแก้คัน
“เรื่องของกู”
แต่พวกมันยังคงยิ้มกรุ่มกริ่ม สายตาเหมือนจะชอนไชไปทั้งเนื้อทั้งตัวจนผมร้อนฉ่าไปทั้งหน้า “ไอ้เวร ทะลึ่ง”
“คืนนื้มึงเสร็จแน่ไอ้ริวทาโร่” ยูโตะถือดีโอบกระชับไหล่ผมและเขย่าแรงๆเหมือนปลอบใจแต่หน้ามันเจ้าเล่ห์เป็นหมาจิ้งจอก
“เพ้อล่ะพวกมึง เสร็จบ้าเสร็จบออะไร” ผมเตะเข้าที่หน้าแข้งไอ้คนพูดจนมันร้องโอย
“เจ็บนะเว้ย”
“ถ้ายังไม่หายบ้ากูจะจับโยนลงตึกนี่เลยไอ้เพื่อนเวร”
“กล้าเหรอมึง” ยูโตะตบศีรษะผมเบาๆพลางมองความสูงอย่างนึกขยาด “สูงนะมึง ตกไปเละ ศพไม่สวยแบบนี้กูไม่ชอบว่ะ เห็นแล้วกินข้าวไม่ลง จะอ้วก”
“เฮ้ย! อย่าพูดเป็นลางได้ปะ เดี๋ยวผีก็ทำจริงหรอก” ยามะจังทำหน้าตื่นๆร้องท้วง ทำเอาพวกผมสะดุ้งกันถ้วนหน้า
ก็ปอดแหกกันทุกคนนี่ครับ แถมปากดีกันทั้งนั้น...
ยูโตะคนพูดถึงจะหน้าเสียแต่ก็มีสติ ยิ้มเก้อๆปลอบใจยามะจังที่ตาขาวกว่าใครเพื่อน “กูพูดเล่น มึงก็คิดมาก ไม่มีอะไรหรอก ผีเผอที่ไหน โรงแรมมีดาวแบบนี้ไม่มีหรอก”
สิ้นคำพูดของยูโตะ สายลมเย็นก็พัดวูบผ่านใบหน้าพวกผมทั้งสามคนพร้อมกัน ทำเอามองหน้ากันลอกแลก และไม่เท่านั้น จู่ๆสรรพเสียงรอบตัวก็เงียบลงจนดูวังเวงขึ้นมาทันตาเห็น ต้นคอเย็นวาบแต่ไม่มีใครกล้าเปล่งเสียงอะไรออกมาซักคำ สายตากำลังพยายามสอดส่ายหาอะไรบางอย่าง ผมกลั้นลมหายใจ
บรรยากาศตอนนี้มันช่างเหมือนกับตอนไปโรงพยาบาลร้างคราวนั้นไม่มีผิด ผมหันหน้ามองยูโตะปากเสียทันที
ถ้ามีจริงๆจะทำยังไงล่ะคราวนี้ ผมคิดอย่างกลัดกลุ้มแต่ขามันแข็งจนไม่ยอมขยับ แต่ก่อนจะมีอะไรเลวร้ายเกิดขึ้นตามจินตนาการของพวกผม เสียงเคย์โตะก็ดังขึ้นหน้าห้อง ดึงแรงดึงใจที่แขวนค้างกลางอากาศกลับคืน และไม่รอให้ใครพูด พวกผมก็วิ่งกรูกันไปที่ประตูแย่งกันเปิดรับเคย์โตะกันพัลวัน
“มี...มีอะไรกันรึเปล่า” เคย์โตะเห็นหน้าตาตื่นๆของพวกผมก็ทำหน้าสงสัยแล้วแทรกตัวเข้ามาภายในห้อง
“ปะ...เปล่าครับ พอดีพวกผมกำลังจะไปหาพี่อยู่พอดี” ผมโกหกเหงื่อแตกซก ไม่กล้าเล่าความรู้สึกแปลกๆเมื่อครู่ เพราะเคย์โตะดูจะไม่เชื่อเรื่องผีๆสางๆพวกนี้ เล่าให้ฟังทีไรถูกดุทุกที
เคย์โตะพยักหน้ารับแล้วเดินไปยังระเบียงที่ยังเปิดกว้าง เลื่อนปิดให้อย่างเบามือก่อนหันมาบอก
“ลมแรง เปิดทิ้งไว้จะไข้กินกันเปล่าๆ”
ผมพยักหน้าเห็นด้วยแล้วหันไปมองหน้ายามะจังที่ยังดูตื่นๆ เห็นทีถ้าไม่สร้างความมั่นใจให้มัน เที่ยวคราวนี้คงหมดสนุกแน่ๆ และในที่นี้คงมีคนเดียวที่ไม่กลัวเรื่องผี
เสียงผู้สื่อข่าวแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดให้ผู้ชมทางบ้านฟังเจื้อยแจ้วไม่ทำให้ผมกลับไปสนใจมองจอโทรทัศน์ตรงหน้า ยังคงตั้งหน้าตั้งตาจัดเสื้อผ้าใส่เป้อย่างขะมักเขม้น ก็ทำไมผมต้องสนใจด้วยล่ะในเมื่อพรุ่งนี้ผมก็จะไปเที่ยวแบบนั้นแล้ว
แค่คิดผมก็หุบยิ้มไม่ลง รีบยัดข้าวของเครื่องใช้ทั้งหมดใส่เป้โดยเร็วแล้วกระโดดขึ้นเตียงนอน ดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมตัวอย่างมีความสุข พรุ่งนี้เคย์โตะจะมารับไปเที่ยวโอกินาว่าแต่เช้า ขับรถยนต์ไปกับเพื่อนอีกสองคน แค่คิดก็ตื่นเต้นจนข่มตาหลับไม่ลงแล้ว
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นที่หัวเตียงก่อนที่ผมจะคิดเตลิดเปิดเปิงไปถึงไหนต่อไหนเรียกรอยยิ้มได้อีก ก็เวลานี้จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากสุดที่รักของผมเอง
“ยังไม่นอนอีกเหรอริวทาโร่ พรุ่งนี้ต้องไปไกลแล้วจะเพลียนะ” เสียงทุ้มอ่อนโยนจากปลายสายยิ่งทำให้ผมยิ้มไม่ยอมหุบหนักขึ้นไปอีก ถ้าเคย์โตะรู้คงว่าผมบ้าแน่ๆ
“ถ้าให้ริวนอนแล้วเคย์โตะโทรมากวนทำไมล่ะ ไม่งั้นริวหลับไปแล้วนะเนี่ย” ผมตอบยียวนกวนบาทาไปแบบเสแสร้ง ทำให้ได้ยินเสียงเคย์โตะหัวเราะมาจากปลายสาย
“โอเคๆพี่ผิดเอง ก็กลัวว่าริวทาโร่จะทำโน้นทำนี่จนลืมเวลาเลยลองโทรมาดู ถ้านอนแล้วก็หลับซะ พรุ่งนี้พี่ไปรับหกโมงครึ่งนะ”
“ครับ” ผมลากเสียงยาว “ฝันดี แล้วก็รักนะ จุ๊บๆ” ผมทำเสียงจูบใส่โทรศัพท์แล้วรีบวางสาย รู้สึกแก้มร้อนวูบๆก่อนคว้าหมอนข้างมากอดแนบแน่น
คิดผิดหรือเปล่านะที่ชวนเจ้าสองคนนั้นไปด้วย แทนที่จะไปกันสองคน ความจริงผมก็ไม่เกี่ยงหรอกแม้จะรู้สึกเขินๆอยู่บ้างหากไปกันตามลำพัง แต่เคย์โตะเป็นฝ่ายแนะนำให้ผมชวนเพื่อนไปด้วยจะได้ครึกครื้น เลยไม่ขัดศรัทธาชวนยามะจังกับยูโตะเพื่อนร่วมก๊วนที่กลัวผีขี้ขึ้นสมองเหมือนกันไม่มีผิดไปด้วย ส่วนไอ้จูริอดไปตามระเบียบเพราะไม่ถูกชะตากับเคย์โตะแล้วจะชวนมันไปทำไมจริงมั้ย ผมคิดอะไรไปเพลินๆอีกครู่เดียวก็ผล็อยหลับไปจนเช้า
เสียงรถยนต์มาจอดหน้าบ้านเป็นเวลาเดียวกับที่ผมลากกระเป๋าเป้ลงมาชั้นล่างพอดี เคย์โตะเข้ามายกมือไหว้แม่ก่อนพยักหน้าบอกให้ผมเตรียมตัวออกไปเลย ผมจึงเข้าไปหอมแก้มแม่ฟอดใหญ่แล้วตามเคย์โตะออกไปด้วยความรู้สึกสดชื่นระคนตื่นเต้นที่จะได้เดินทางไปเที่ยวไกลๆแบบนี้ครั้งแรก
พวกผมแวะไปรับยามะจังและยูโตะที่บ้าน พอรวมตัวกันได้ก็นกกระจอกแตกรังดีๆนี่เองครับ
“พี่เคย์โตะเมื่อยบอกนะครับ ผมรับไม้ขับต่อให้” ยูโตะชะโงกหน้าฉีกยิ้มเห็นฟันสามสิบสองซี่ให้คนขับ
“ดีเลย ขับรถไกลๆแบบนี้มีคนมาเปลี่ยนจะได้ปลอดภัย” เคย์โตะยิ้มตอบยูโตะที่ดูจะมีประโยชน์ก็คราวนี้เอง ไอ้นี่ขับรถไว้ใจได้ ส่วนยามะจังอย่าหวัง แม้แต่จักรยานมันขี่เป็นรึเปล่ายังไม่รู้เลย
มันกลัวเจ็บพอๆกับกลัวผีนั่นล่ะ
“แล้วทานข้าวเช้ากันมารึยัง” เคย์โตะถามแต่ตายังมองถนนตรงหน้านิ่ง
“ยังเลยพี่ ยังเช้าอยู่ ไว้หิวแล้วค่อยแวะกินก็ได้ ไม่เน้นข้าวเน้นขนมครับ” ยามะจังหัวเราะร่าตอบ
“มึงคนเดียวสิ” เสียงของผมและยูโตะประสานเป็นหนึ่งเดียวจนเคย์โตะเหลือบมองแล้วอมยิ้มให้ผมหน้าร้อนวูบ
พวกผมขับรถกันไปแวะซื้อขนมตามริมถนนทานกันไปอย่างสนุกสนาน แม้รถตามท้องถนนจะมากเพราะเป็นช่วงเทศกาลแต่ความเร็วในการขับก็ดีทีเดียว แบบนี้เย็นๆก็ถึงที่หมาย คิดอีกทีชวนเจ้าพวกนี้มาด้วยก็เข้าท่าดีเหมือนกัน ขืนให้ผมมากันตามลำพัง ผมคงเอาแต่นั่งปาดน้ำลายมองหน้าหล่อๆของเคย์โตะท่าเดียว โม้กันไปกินกันไปเผลอแป๊บเดียวก็เที่ยงซะแล้วเลยแวะทานข้าวกลางวัน จากนั้นเคย์โตะก็เปลี่ยนให้ยูโตะมาขับแทน
เคย์โตะชวนผมมานั่งเบาะหลังด้วยกัน รถออกตัวไปตามทางขึ้นๆลงๆของถนนพักใหญ่เคย์โตะก็ดูจะวางใจในฝีมือขับรถของเพื่อนผม ค่อยผ่อนแผ่นหลังแตะพนักแล้วหันมาพูดด้วย
“เมื่อยมั้ย”
ผมส่ายหน้าแทนคำตอบพร้อมส่งยิ้มหวานตาเชื่อมไปให้ พี่แกเลยยกมือมาขยี้ศีรษะจนผมยุ่ง
“หนังท้องตึงหนังตาหย่อนเชียว”
“เด็กกำลังโตก็แบบนี้ล่ะพี่”
ผมยิ้มทั้งๆที่ตาจะปิดแต่หูก็ได้ยินเสียงยามะจังปากหมาแขวะลอยลมมาให้ได้ยิน
“เด็กโข่งสิมึงอะ”
ผมไม่ต่อล้อต่อเถียงแต่เอาเข่ากระแทกเก้าอี้นั่งจนยามะจังสะดุ้ง ก่อนจะผล็อยหลับไป ตื่นมาอีกทีก็เห็นเคย์โตะกลับไปนั่งขับเหมือนเดิม แสงแดดเริ่มอ่อนแรงลงมาก ผมขยับตัวแก้เมื่อย
“ตื่นแล้วเหรอ” เคย์โตะเหลือบมองผมพยักหน้าให้ จากนั้นหันมองยูโตะซึ่งยังหลับสนิทข้างผม ส่วนยามะจังมันนั่งหลับคอตกกรนเบาๆอยู่เบาะหน้า
“เดี๋ยวรอเพื่อนๆตื่นค่อยแวะหาอะไรทานนะ หรือว่าหิวแล้ว”
ผมส่ายหน้า “อีกไกลมั้ยเคย์โตะ”
“อีกสองชั่วโมงได้”
“งั้นไปทานที่โรงแรมเลยก็ได้ อยากถึงเร็วๆจัง”
“เมื่อยแล้วล่ะสิ”
“ประมาณนั้นล่ะ” ผมยิ้มรับเสียงอ่อย การนั่งรถนานๆมันแย่แบบนี้นี่เอง แล้วคนขับจะเหนื่อยขนาดไหนกัน ผมมองซีกหน้าของคนรักด้วยความรู้สึกเห็นใจ และเคย์โตะก็เหมือนนกรู้แอบส่งสายตากรุ่มกริ่มมาให้
“พี่ก็เมื่อยอยู่เหมือนกัน คืนนี้ริวทาโร่นวดให้พี่หน่อยนะ”
ความหมายกินนัยทำเอาผมหน้าร้อน ก่อนยิ้มเก้อพยักหน้ารับ
นวดก็นวดสิ แต่นวดแผนโบราณนะ ไม่ใช่อาบอบนวดป้ายแดง
ค่ำๆพวกผมก็มาถึงโรงแรมที่พักซึ่งดูแล้วก็หรูหราโอ่โถงอยู่ไม่น้อย ขนาดไม่ใช่ห้าดาวนะเนี่ย จัดการเช็คอินเสร็จเรียบร้อยพวกผมก็รีบหาข้าวใส่ท้องทันที เพราะทุกคนลงความเห็นแล้วพร้อมใจกันหิ้วท้องมาทานที่นี่ จัดการกับอาหารจนอิ่มหนำสำราญก็ถึงเวลาขึ้นไปพักผ่อน เคย์โตะส่งกุญแจห้องพักให้ยามะจัง ก่อนจูงผมตามหลังไป แสดงว่าผมนอนกับเคย์โตะ ยามะจังนอนกับยูโตะ
หย๋า...ใจเต้นตุบๆเลย ไอ้อยากก็อยากอยู่ แต่กลัวใจยังไงพิกล
ผมแอบมองหน้าเคย์โตะแวบหนึ่งแล้วก้มลงเมื่อรู้สึกสองแก้มอุ่นขึ้นมากะทันหัน ก็พี่แกเล่นจ้องมาอยู่ก่อนแล้ว แถมอมยิ้มแปลกๆให้อีกต่างหาก
หรือว่าคืนนี้จะต้องเสียตัวแล้วก็ไม่รู้...
“ถึงห้องแล้วเหม่ออะไรอยู่ล่ะริวทาโร่”
เสียงเคย์โตะดังมาจากไกลๆดึงสติที่เตลิดเปิดเปิงของผมให้กลับมาอยู่กับเนื้อกับตัว ผมรีบส่ายหน้าทันที มือเก้ๆกังๆเสลูบศีรษะตัวเองเก้อๆที่คิดอะไรไปไกล
“ตื่นเต้นอยู่เหรอ?” เคย์โตะกระซิบข้างหูทำเอาผมขนลุกไปทั้งตัว
“พี่ก็เหมือนกัน” ไอ้รอยยิ้มเจ้าเล่ห์นิดๆนั่นก็ทำให้ผมอยากต่อยคนรักซักหมัดสองหมัด
ล้อเลียนอยู่ได้!
ผมถูกดุนเข้าไปภายในห้องหลังเคย์โตะไขกุญแจเสร็จ และไม่รอให้ประตูปิดสนิทเสียก่อนผมก็ถูกประกบปากทันที
อะไรมันจะร้อนแรงแต่หัววันอย่างนี้...
“อืม...” ปลายลิ้นร้อนดุนดันหยอกเย้าจนผมครางหวิว ก่อนตัดใจออกแรงผลักอีกฝ่ายเบาๆ “พอแล้ว”
เคย์โตะอมยิ้มมองผมหน้าแดงเรื่อ หากยอมผละออกแต่โดยดีแล้วจับจูงกันเข้าไปสำรวจภายในห้องพัก ผมลองเปิดโน้นดูนี่จนทั่วแล้วจึงทรุดตัวนั่งบนขอบเตียงพร้อมเคย์โตะ
“ริวทาโร่อาบน้ำก่อนมั้ย”
“เคย์โตะก่อนก็ได้ ขับรถมาเหนื่อยๆ”
เคย์โตะไม่ตอบกลับเขยิบเข้ามาชิด ใบหน้าคมคายเคลื่อนเข้ามาติดหน้าผมแล้วเอ่ยเสียงราวกระซิบ
“ถ้าริวทาโร่ยอมช่วยพี่อาบก็คงหายเป็นปลิดทิ้ง”
ลมหายใจอุ่นร้อยเป่ารดใบหน้าทำเอาผมหน้าร้อนซู่ กอปรกับคำพูดสองแง่สองง่ามที่ตั้งแต่เดินทางมาดูเคย์โตะจะหยอดไม่เลิก ผมเลยเริ่มรู้สึกวางตัวไม่ถูก
อาการอึกๆอักๆของผมอยู่ไม่นานเคย์โตะก็กดริมฝีปากลงบนขมับชื้นเหงื่อแรงๆ “ขอโทษ พี่ล้อเล่น ริวทาโร่ทำตัวตามสบายเถอะ” เคย์โตะวางมือใหญ่บนหลังมือผมเบาๆ “ไว้ใจพี่มั้ย?”
ผมมองคนรักยิ้มอ่อนโยนแววตาไม่วอกแวกให้รู้สึกมั่นใจแล้วจึงพยักหน้า พลางนึกอยากเขกกะโหลกตัวเองนัก เพราะเวลาเอาเข้าจริงกลับไม่กล้า
คนมันกลัวเจ็บนี่! เห็นอยู่ชัดๆว่าต้องรับบทอะไร ถ้าให้รุกก็ว่าไปอย่าง!
“งั้นริวทาโร่ไปอาบน้ำก่อนเถอะ”
ผมพยักหน้าขยับตัวลุกไปรื้อกระเป๋า แต่เปลี่ยนใจก้มลงหอมแก้มเคย์โตะก่อนเผ่นแนบคว้าเสื้อผ้าเข้าไปยังห้องน้ำ ทิ้งมือยาวคว้าได้แต่อากาศ
“เดี๋ยวเหอะ ยังจะมายั่วกันอีก”
เสียงบ่นลอยลมทำให้ผมอมยิ้ม อาบน้ำอย่างสบายอกสบายใจ ไม่เห็นท่าทางอ่อนโยนเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมในฉับพลัน ก่อนเดินไปเปิดประตูตรงระเบียงแล้วออกไปภายนอกหายลับเข้าไปในความมืดสลัว
“พะ...พี่!” ผมตกใจเมื่อออกจากห้องน้ำมาก็เจอร่างสูงใหญ่ยืนรออยู่หน้าประตู ที่ไหล่มีเสื้อพาดไว้ แววตาคมกล้าเปล่งประกายระแวดระวังก่อนหายวับไปอย่างรวดเร็วแล้วคลี่ยิ้มละไม
“อาบนานจัง” เคย์โตะไม่พูดเปล่า ยืนมือมาคว้าเอวผมเข้าไปประชิดแล้วก้มลงสูดกลิ่นหอมใกล้ซอกหู ผมหดคออย่างจั๊กจี้
“ก็มันร้อนนี่ เคย์โตะนั่นล่ะรีบเข้าไปอาบเลย เหม็น” ผมแสร้งทำจมูกย่นแล้วรีบแกะมือใหญ่ออกจากเอวพลางดันเข้าไปภายในห้องน้ำ
“เดี๋ยว...” เคย์โตะคว้าข้อมือไว้แน่น ทำให้ผมจ้องตาอย่างสงสัย “อย่าแอบไปไหนในที่เปลี่ยวๆล่ะ”
นึกว่าอะไร ผมลอบถอนหายใจใส่คนขี้ห่วง หากก็พยักหน้าตอบ พอเคย์โตะปิดประตูผมก็เดินไปทิ้งตัวนอนบนเตียงนุ่ม ฟังเสียงน้ำไหลซู่ๆพลางยกยิ้มมุมปากอย่างมีความสุข ผมหลับตานิ่งคิดถึงไอ้เพื่อนยากอีกสองคน ไม่รู้พวกมันจะเป็นยังไงบ้าง นอนกลิ้งไปกลิ้งมาสองตลบแล้วจึงลืมตาเหล่มองประตูห้องน้ำที่ยังปิดสนิท
คงอีกซักพักกว่าจะเสร็จ แอบไปดูไอ้สองคนนั่นแป๊บหนึ่งคงไม่ว่าอะไรหรอก
ผมคิดอย่างชะล่าใจเดินออกจากห้องโดยไม่นึกถึงคำเตือนของคนรักแม้แต่น้อย
“ยามะจัง” ผมเคาะประตูไม่นานยามะจังก็เปิดประตูรับผมด้วยรอยยิ้มฉีกแทบถึงหู “อาบน้ำแล้วเหรอ?” ผมถามทั้งๆที่เห็นหัวมันเปียกน้ำ
“เออ กูเพิ่งอาบเสร็จ”
เข้าไปภายในห้องเห็นยูโตะนอนดูทีวีสบายอารมณ์ และมันก็อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อย ผมอดทึ่งในความสามารถของพวกมันไม่ได้
วิ่งผ่านน้ำกันรึไงวะ
“เป็นไง เข้าท่ามั้ยวะ วิวข้างนอกเห็นทะเลด้วย” ผมพยักพเยิดหน้าไปทางระเบียงที่ยังปิดสนิท
“อืม เจ๋งเลย เสียดายมันมืดแล้วเลยไม่เห็น” ยูโตะลุกขึ้นมาจากที่นอนเดินไปยืนหน้าประตูกระจกบานใหญ่ แล้วค่อยๆเลื่อนประตูเปิดออกกว้าง ให้สายลมพัดพากรุ่นกลิ่นไอเกลือเข้ามาภายใน
ผมกับยามะจังเดินไปสมทบ พวกเราเท้าแขนกับระเบียงมองฝ่าความมืดไปยังแสงไฟเบื้องล่างที่ยังมีคนเดินพลุกพล่าน จากชั้นเก้ามองลงไปเห็นคนตัวนิดเดียว
“ลงไปเดินเที่ยวกันมั้ย ถนนด้านหน้าโรงแรมเขายังมีเทศกาลกันอยู่เลย” ยูโตะหันมาชวน
“เอาจริงดิ พรุ่งนี้ต้องไปดำน้ำอีก จะไหวเหรอวะ” ยามะจังตีหน้าเศร้าเพราะอยากไปหลีสาวแต่ก็เพลียจนขาอ่อนไปหมด “แล้วมึงว่าไงไอ้ริวทาโร่”
“ผ่านว่ะ กูอยากนอน”
“อ้าว ไม่ครบก็ไม่มันดิ” ยูโตะประท้วง
“มึงอยากก็ไปเหอะ กูเก็บแรงไว้ดำน้ำพรุ่งนี้ดีกว่า” ผมทำหน้ามั่นอกมั่นใจ และตั้งใจแบบนั้นจริงๆ
กูเปล่าอยากกลับไปนอนกับเคย์โตะนะ
ผมร้องเถียงในใจเมื่อต้องจ้องตากับยูโตะ จนมันล่าถอยจึงลอบพรางพรูลมหายใจ
“เอางั้นก็เอา ไว้พรุ่งนี้ดำน้ำเสร็จแล้วค่อยกลับมาเดินเล่นก็ได้ เทศกาลทั้งทีกูอยากเดินส่องสาวๆว่ะ” ยูโตะยักคิ้วให้พวกผม
“อยากแตะอั๋งสาวก็บอกมาเหอะยูโตะ” ผมแซวไอ้เพื่อนชีกอทันที
“ใครจะเหมือนมึงล่ะ” ยูโตะยักคิ้วมีความนัย ผมเลยยกเท้าถีบมันไปส่งๆแก้คัน
“เรื่องของกู”
แต่พวกมันยังคงยิ้มกรุ่มกริ่ม สายตาเหมือนจะชอนไชไปทั้งเนื้อทั้งตัวจนผมร้อนฉ่าไปทั้งหน้า “ไอ้เวร ทะลึ่ง”
“คืนนื้มึงเสร็จแน่ไอ้ริวทาโร่” ยูโตะถือดีโอบกระชับไหล่ผมและเขย่าแรงๆเหมือนปลอบใจแต่หน้ามันเจ้าเล่ห์เป็นหมาจิ้งจอก
“เพ้อล่ะพวกมึง เสร็จบ้าเสร็จบออะไร” ผมเตะเข้าที่หน้าแข้งไอ้คนพูดจนมันร้องโอย
“เจ็บนะเว้ย”
“ถ้ายังไม่หายบ้ากูจะจับโยนลงตึกนี่เลยไอ้เพื่อนเวร”
“กล้าเหรอมึง” ยูโตะตบศีรษะผมเบาๆพลางมองความสูงอย่างนึกขยาด “สูงนะมึง ตกไปเละ ศพไม่สวยแบบนี้กูไม่ชอบว่ะ เห็นแล้วกินข้าวไม่ลง จะอ้วก”
“เฮ้ย! อย่าพูดเป็นลางได้ปะ เดี๋ยวผีก็ทำจริงหรอก” ยามะจังทำหน้าตื่นๆร้องท้วง ทำเอาพวกผมสะดุ้งกันถ้วนหน้า
ก็ปอดแหกกันทุกคนนี่ครับ แถมปากดีกันทั้งนั้น...
ยูโตะคนพูดถึงจะหน้าเสียแต่ก็มีสติ ยิ้มเก้อๆปลอบใจยามะจังที่ตาขาวกว่าใครเพื่อน “กูพูดเล่น มึงก็คิดมาก ไม่มีอะไรหรอก ผีเผอที่ไหน โรงแรมมีดาวแบบนี้ไม่มีหรอก”
สิ้นคำพูดของยูโตะ สายลมเย็นก็พัดวูบผ่านใบหน้าพวกผมทั้งสามคนพร้อมกัน ทำเอามองหน้ากันลอกแลก และไม่เท่านั้น จู่ๆสรรพเสียงรอบตัวก็เงียบลงจนดูวังเวงขึ้นมาทันตาเห็น ต้นคอเย็นวาบแต่ไม่มีใครกล้าเปล่งเสียงอะไรออกมาซักคำ สายตากำลังพยายามสอดส่ายหาอะไรบางอย่าง ผมกลั้นลมหายใจ
บรรยากาศตอนนี้มันช่างเหมือนกับตอนไปโรงพยาบาลร้างคราวนั้นไม่มีผิด ผมหันหน้ามองยูโตะปากเสียทันที
ถ้ามีจริงๆจะทำยังไงล่ะคราวนี้ ผมคิดอย่างกลัดกลุ้มแต่ขามันแข็งจนไม่ยอมขยับ แต่ก่อนจะมีอะไรเลวร้ายเกิดขึ้นตามจินตนาการของพวกผม เสียงเคย์โตะก็ดังขึ้นหน้าห้อง ดึงแรงดึงใจที่แขวนค้างกลางอากาศกลับคืน และไม่รอให้ใครพูด พวกผมก็วิ่งกรูกันไปที่ประตูแย่งกันเปิดรับเคย์โตะกันพัลวัน
“มี...มีอะไรกันรึเปล่า” เคย์โตะเห็นหน้าตาตื่นๆของพวกผมก็ทำหน้าสงสัยแล้วแทรกตัวเข้ามาภายในห้อง
“ปะ...เปล่าครับ พอดีพวกผมกำลังจะไปหาพี่อยู่พอดี” ผมโกหกเหงื่อแตกซก ไม่กล้าเล่าความรู้สึกแปลกๆเมื่อครู่ เพราะเคย์โตะดูจะไม่เชื่อเรื่องผีๆสางๆพวกนี้ เล่าให้ฟังทีไรถูกดุทุกที
เคย์โตะพยักหน้ารับแล้วเดินไปยังระเบียงที่ยังเปิดกว้าง เลื่อนปิดให้อย่างเบามือก่อนหันมาบอก
“ลมแรง เปิดทิ้งไว้จะไข้กินกันเปล่าๆ”
ผมพยักหน้าเห็นด้วยแล้วหันไปมองหน้ายามะจังที่ยังดูตื่นๆ เห็นทีถ้าไม่สร้างความมั่นใจให้มัน เที่ยวคราวนี้คงหมดสนุกแน่ๆ และในที่นี้คงมีคนเดียวที่ไม่กลัวเรื่องผี
“เคย์โตะๆ ที่นี่จะมีผีมั้ยอะ โรงแรมแบบนี้ไม่รู้จะเคยมีคนตายมาก่อนหรือเปล่า พี่ว่ามั้ย?” ผมเข้าไปเกาะแขนเคย์โตะแจ
“น้องริวทาโร่” เคย์โตะลงเสียงเข้ม “มันจะมีไปได้ยังไงล่ะครับ คนออกเต็มโรงแรม สว่างโร่แบบนี้ผีที่ไหนจะมากัน ไม่มีหรอกครับ มีแต่คนที่จะหลอกกันเองซะมากกว่า แล้วถ้ากลัวเพราะมันผิดที่ผิดทางก่อนนอนก็สวดมนตร์ไหว้พระจะได้สบายใจ”
ท่าทางไม่สนใจเรื่องผีเรื่องสางและบุคลิกเข้มแข็งดูน่าเชื่อถือทำให้พวกผมถอนหายใจอย่างโล่งอก เมื่อครู่คงคิดกันไปเองเพราะความปอดแหกของพวกผมอีกนั่นล่ะ
“เออ แล้วเคย์โตะจะลงไปเดินเล่นข้างล่างมั้ย”
“ไม่ล่ะ พี่เห็นริวทาโร่หายไปเลยเดินมาดู ว่าจะนอนแล้วเลยเอากุญแจห้องมาให้”
“เหรอครับ งั้นกลับห้องเลยดีกว่า พรุ่งนี้ต้องไปหลายที่”
ผมรีบสวมรอย อยู่ใกล้เคย์โตะอุ่นใจกว่าเยอะ และคล้อยหลังผมไอ้สองคนก็เปิดไฟสว่างพรึบไปทั่วห้อง
คิดถูกแล้วล่ะที่นอนห้องเดียวกัน ผมมองเสี้ยวหน้าคมคายพลางอมยิ้มทำให้เจ้าตัวรู้สึกเอียงหน้ามองแล้วส่งยิ้มหวานแต่ปาก ตางี้แวววาวยังกะเสือ
“ไปไม่บอกแบบนี้มันต้องถูกลงโทษ”
“อา...ก็พี่อาบน้ำ กะว่าจะแวบไปดูพวกนั้นแป๊บหนึ่งเท่านั้นเอง”
“ไม่ฟัง”
เคย์โตะล็อกตัวผมพาไปล้มลงบนที่นอน ศีรษะทุยซุกซบลงซอกคอผมแล้วไซร้แรงๆให้ผมจั๊กจี้ หากแต่ความใกล้ชิดก็ทำให้ผมใจเต้นระส่ำร้อนวูบไปทั้งตัว
“เคย์โตะ...จะนอนก็ไปนอนอีกเตียงสิ” เพราะห้องที่จองเป็นแบบเตียงคู่ แยกนอนกันสบายๆ แต่ดูท่าเคย์โตะจะแปลงกายเป็นตุ๊กแกเกาะเอวผมเหนียวหนึบ
“ขอนอนด้วยนะ”
เจอคำขอดื้อๆออดอ้อนหน่อยๆก็ทำคนฟังอึ้งไปได้เหมือนกัน ผมก้มหน้าไม่กล้าสบตา ก็บทจะรุกพี่แกก็รุกซะผมตั้งรับไม่ทัน
“ก็...ก็ได้...แต่นอนเฉยๆนะ” แม้จะเสี่ยงเสียตัวอยู่ไม่น้อย แต่ใจผมก็ต้องการอยู่ในอ้อมกอดของคนรักเหมือนกันล่ะ
เคย์โตะคงเห็นแววตาสั่นไหวเต้นระริกฉายความกังวลจึงยิ้มแล้วกดริมฝีปากข้างขมับหนักๆ
“ครับๆ พี่แค่อยากนอนกอดริวทาโร่ อยากตื่นมาเห็นริวทาโร่คนแรก แค่นี้ล่ะ”
ผมหันไปประสานสายตาคู่คมทอประกายอ่อนโยนอย่างซาบซึ้งใจ จึงยกศีรษะขึ้นจูบปลายคางสากหนักๆหลายหน
“ริวทาโร่รักเคย์โตะนะ”
“อืม...พี่ก็เหมือนกัน” เคย์โตะตอบรับพลางถอนใจ “แต่อย่าพูดตอนนี้เลย พี่จะแย่เอา” เคย์โตะงึมงำแล้วยื่นมือไปปิดไฟที่หัวเตียง
ผมอมยิ้มจนแก้มแทบปริในความมืดสลัวก่อนผล็อยหลับไปในอ้อมกอดแข็งแรง
เป็นเพราะผิดที่ผิดทางหรือยังไง ทำให้ผมหลับๆตื่นๆ ไม่รู้เวลาเท่าไรที่ผมรู้สึกตัวขึ้นมาอีกครั้ง รอบตัวยังคงมืดสนิทได้ยินเพียงเสียงแอร์ครางเบาๆ ผมซุกหน้ากับอกเคย์โตะอย่างมีความสุขแล้วหลับตาลงอีกครั้ง หากแต่เสียงคล้ายมีใครเคาะกระจกตรงระเบียงซึ่งมีผ้าม่านปิดไว้แต่ไม่สนิทนัก ยังเว้นช่องให้มองเห็นภายนอกได้
ผมเงี่ยหูฟังจนคิดว่าหูแว่วไปเอง ตั้งใจจะหลับต่อหากแต่เสียงดังกล่าวกลับดังขึ้นมาอีก คราวนี้เสียงนั้นลากยาวคล้ายกระจกถูกมือใครตะกายดังแกรกๆ ผมขมวดคิ้วเริ่มรู้สึกหนาวๆร้อนๆรีบหดแขนหดขาเงยหน้ามองเคย์โตะที่ยังหลับสนิท
เสียงคล้ายประตูกระจกบานเลื่อนถูกเขย่าดังกุกกักจากเบาๆเริ่มเพิ่มความดังและความถี่ของเสียงจนผมอดไม่ได้ กลั้นใจผงกศีรษะขึ้นมองลอดรอยแหวกผ้าม่านไปยังภายนอกทันที
เงาลางๆไหววูบทำใจแทบหยุดเต้น เสียงร้องติดอยู่แค่ลำคอ แต่มือกำต้นแขนคนรักไว้แน่น
“พี่...เคย์โตะ” ผมเรียกเสียงสั่นพร่า ไม่กล้ามองไปยังนอกระเบียงอีก
เคย์โตะค่อยๆลืมตาขึ้นมาลูบศีรษะผมเบาๆ “เป็นอะไร หลับซะเถอะ”
“ริวกลัว เหมือนมีใครอยู่นอกระเบียง”
“นี่ชั้นเก้า ไม่มีใครหรอกริวทาโร่”
“แต่เมื่อกี้ริวเห็น แล้วเหมือนได้ยินเสียงเรียกด้วยนะพี่...เคย์โตะ” ผมบอกเสียงสั่นระคนหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด พลางหลับหูหลับตาซุกหน้ากับอกอีกฝ่าย “ถ้าไม่ใช่คนก็ผีสิเคย์โตะ”
ผมรู้สึกว่าเคย์โตะเงียบไปอึดใจก่อนโอบตัวผมไว้
“เดี๋ยวพี่ไปดูให้ จะได้สบายใจ” เคย์โตะจูบหน้าผากผมแผ่วเบาแล้วลุกขึ้น ผมซึ่งยังหลับหูหลับตาเลยไม่เห็นดวงตาคมกร้าวทอประกายสีเพลิงโทสะ
เคย์โตะย่ำโครมๆออกไปเปิดประตูอย่างไม่อินังขังขอบ หายไปชั่วครู่ก็กลับมานั่งเคียงข้างผมซึ่งซุกหน้ากับหมอน
“ไม่มีอะไรเลยริวทาโร่ คงเป็นเงาของผ้าม่านที่มันไหวๆ แล้วก่อนนอนพี่คงปิดประตูไม่สนิท ข้างนอกลมแรงมันเลยรอดผ่านเข้ามาจนเกิดเสียงแปลกๆนั่นล่ะ”
“จริงๆเหรอ” ผมเงยหน้ามองคนรักหูหางลู่
“อืม ทีนี้ก็นอนซะ เลิกกังวลได้แล้ว” เคย์โตะหอมแก้มผมหนักๆแล้วยกยิ้ม “ขี้กลัวทำไม มีพี่อยู่ทั้งคนไม่ต้องกลัวหรอก”
ผมเหล่มองระเบียงอย่างขลาดๆแล้วมองหน้าเคย์โตะอย่างชั่งใจ
“ไม่เชื่อเหรอ” เคย์โตะทำหน้าดุแล้วก้มลงจูบริมฝีปากผมรวดเร็ว ลิ้นร้อนรุกไล่ดูดกลืนจนความกลัวผีที่ติดอยู่ในใจกระเจิดกระเจิง กลับกลายมาเป็นกลัวใจคนตรงหน้าแทน
“อืม...” ผมครางออกมาเบาๆเมื่อมือใหญ่เริ่มไต่เป็นหนวดปลาหมึก รอดใต้สาบเสื้อเข้าไปคลึงเคล้นหน้าอกแบนราบจนปลายยอดอกบวมแดงแข็งเป็นไต จมูกโด่งซุกไซ้ซอกคอ ขบเม้นติ่งหูนิ่มจนต้องนิ่วหน้า
ผมรู้สึกถึงฝ่ามือร้อนลากไล้ไปตามแนวหน้าท้องก่อนผลุบหายเข้าไปในกางเกงโดยที่ผมทักท้วงไม่ออก ปล่อยให้เคย์โตะจับต้องตามอำเภอใจ และเริ่มรู้ตัวว่าตัวเองนั้นไม่มีทางห้ามเคย์โตะหรือใจตัวเองได้เลยถ้ามันเกิดขึ้น
“ว๊าก!”
เฮ้ย! ทั้งผมและเคย์โตะต่างสะดุ้งกันสุดตัวเมื่อได้ยินเสียงร้องดังขึ้นภายนอกห้อง อารมณ์หวามไหวหายวูบ ผมดันไหล่คนรักออกห่างเพราะเสียงนั้นมันคล้ายเสียงยามะจัง
และไม่ต้องรอให้สงสัยกันนานก็ได้ยินเสียงทุบประตูหน้าห้องดังปังๆ
“ไอ้ริวทาโร่ช่วยกูด้วย!” ยามะจังตะโกนเสียงหลง
“เปิดประตูไอ้ริวทาโร่ เปิดเร็ว ตื่นยังวะ!” ยูโตะรัวลิ้นตะโกน และทุบประตูดังปังๆ
“ไอ้ริวทาโร่ ผีหลอกกู เปิดเร็ว!”
ผมทะลึ่งสุดตัวเบิกตามองเคย์โตะแทบถลนออกจากเบ้า เมื่อกี้!
จู่ๆขาเกิดแข็งขึ้นมากะทันหัน ได้แต่มองประตูฟังเสียงเพื่อนทุบดังปังๆ ไม่กล้าไปเปิด เสียง พึ่บพั่บดังขึ้นใกล้ๆก็เห็นหลังเคย์โตะเดินลิ่วๆไปเปิดประตูรับเพื่อนผมที่หน้าตาตื่นแทบจะล้มลงมากองทันทีที่เคย์โตะเปิดประตูรับ
“พี่! ผีหลอก ผีผู้หญิงผมยาวเฟื้อย” ยามะจังเข้ามาเกาะแขนเคย์โตะแน่นพลางเขย่าแรงๆ
“จริงๆนะพี่ ที่ระเบียงผมเห็น หน้างี้เละ เลือดท่วมตัวเลย” ยูโตะผสมโรงเล่า แถมไม่เล่าเปล่า มันเข้าไปยึดเกาะไหล่อีกข้างที่ว่างอยู่ไว้แน่น
นั่นแฟนกู...
เคย์โตะพาตุ๊กแกสองตัวที่เกาะติดซ้ายขวามานั่งข้างๆผม แล้วค่อยๆปลุกปลอบ
“ผีอะไรกัน พี่นอนอยู่ไม่เห็นมีอะไรเลย”
“จริงๆนะพี่ นอนๆอยู่ก็ได้ยินเสียงใครไม่รู้เคาะกระจก ผมเดินไปเปิดดูเห็นจะๆเต็มสองตาเลย ผีนั่นชี้หน้าผมด้วย ตางี้แดงเป็นเลือดเลยพี่” ยูโตะลูบหน้าตัวเอง
“โอย...ไม่ไหวแล้วกูจะหัวใจวายตายอยู่แล้วไอ้ริวทาโร่” ยามะจังจับหน้าอกตัวเองหน้าซีดหน้าเสีย
ผมเองก็ไม่รู้จะปลอบเพื่อนยังไง ในเมื่อตัวเองก็กลัวไม่น้อยหน้ามัน แถมไม่แน่ว่าผีตนนั้นอาจมาที่ห้องนี้ก่อนด้วยซ้ำ แต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไรผมถึงไม่เจอ
“กูนอนห้องนั้นไม่ได้แล้ว กูขอเปลี่ยนห้อง” ยามะจังยังคงคร่ำครวญ
“เฮ้ย! กูไม่เปลี่ยนไปนอนห้องโน้นแทนหรอกนะ” ผมแย้งหน้าเสียทันที ถึงจะรักเพื่อนแต่ก็ไม่เสียสละตัวเองขนาดนั้นแน่ๆ
“ไอ้บ้า กูไม่ได้หมายถึงแบบนั้น กูหมายถึงให้พวกเราเปลี่ยนไปนอนที่อื่นกันเถอะ ที่นี่ต้องมีคนมาโดดตึกตายแน่ๆ กูไม่อยากถูกหลอกอีก”
ผมหันไปมองเคย์โตะอย่างอับจนคำพูด เพราะถึงไม่ถูกผีหลอกกับตัวแต่มันก็สะกิดใจห้องแถวนี้ยังไงพิกล ย้ายไปคงสบายใจกว่า เคย์โตะลอบถอนใจก่อนพยักหน้าเห็นด้วย
“แต่ให้ย้ายออกตอนนี้คงลำบากไปหาที่พักที่อื่น ขอเปลี่ยนไปนอนชั้นอื่นไปพลางๆก่อนได้มั้ย เดี๋ยวให้เขาเอาเตียงมาเสริมให้ นอนด้วยกันหมดนี่ล่ะ”
เคย์โตะเลิกคิ้วถามดูไม่ยี่หระในสิ่งที่พวกยามะจังประสพพบเจอ ในดวงตาไม่มีความหวาดกลัวหากมีร่องรอยความกังวลใจแฝงอยู่ และดวงตาคู่นั้นก็มองมายังผม
“ก็ได้พี่” ยูโตะพยักหน้ารับข้อเสนอ
“งั้นพี่ลงไปบอกเจ้าหน้าที่ข้างล่างก่อน”
“เฮ้ย! พี่จะทิ้งพวกผมไปเหรอ” ยามะจังแทบจะคลานไปกอดขาเคย์โตะ
“ไม่มีอะไรหรอกยามะจัง พี่นอนมาทั้งคืนยังไม่เจออะไรเลย อะ...ถ้ากลัวก็ใส่นี้ซะ” เคย์โตะถอดสร้อยพระในคอส่งให้ เพราะขืนกว่าจะพากันลงไปคงได้หัวหกก้นขวิด เผลอๆได้แผลกันไปเปล่าๆ
“พี่...กลับมาเร็วๆนะ”
พวกผมมองตามหลังเคย์โตะตาละห้อย ก่อนเดินมานั่งรวมกันบนเตียงเดียว แล้วกวาดตามองรอบๆด้วยความหวาดระแวง
“กูบอกแล้วว่าอย่าพูด กูว่าแล้ว” ยามะจังหันไปว่าเพื่อนที่หน้าซีดไม่แพ้กัน
“กูตั้งใจที่ไหนล่ะ” ยูโตะก็หันไปสวนกลับทันที “ใครจะไปคิดว่าผียังห่วงสวยไม่สวยจนตามมาหลอกคนว่ากันล่ะวะ”
“ยูโตะ!”
พวกผมร้องกันเสียงหลง ยามะจังโถมตัวไปปิดปากเพื่อนด้วยความหวาดผวา “มึงพูดมาทำบ้าอะไร ยิ่งดุๆอยู่”
“กูลืม”
“ไอ้เชี้ย”
สิ้นเสียงคำผรุสวาทลมเย็นก็พัดวูบผ่านหน้าพวกผมไปยังระบียง ด้วยผ้าม่านที่นิ่งสนิทเกิดสั่นไหว ผมและเพื่อนนั่งกันตัวแข็งทื่อ มือไม้กอดจับกันนัวเนีย รอยแหวกของผ้าม่านทำให้เห็นระเบียงมืดสลัวแต่ไม่ปรากฏเงาดำมืดอย่างที่นึกกลัว
พวกผมต่างเพ่งมองความว่างเปล่าภายนอก แต่กลับรู้สึกได้ถึงเสียงลมพัดแรง คล้ายๆสายลมสองสายฟาดฟันใส่กัน ก่อนทุกอย่างจะเงียบสนิทลง ผมจึงหันหน้ามองเพื่อนที่หันมาเช่นกัน
“เกิดอะไรขึ้นวะ” ยูโตะเอ่ยทำลายความเงียบ “ผะ...” ผีหรือเปล่า ท้ายประโยคที่ไม่ได้หลุดออกไปเพราะยามะจังยกมืออุดปากเพื่อนไว้ก่อน
“มึงหุบปากไปเลยยูโตะ ไอ้ปากหมา เพราะมึงนั่นล่ะ”
ผมไม่สนใจไอ้สองคนที่โต้เถียงกันไปมา ดวงตายังคงเพ่งไปที่ระเบียงผ่านประตูกระจกเลื่อน ทุกอย่างมันเงียบสนิท บรรยากาศรอบตัวก็ดูคลายความกดดันลงจนหายใจหายคอได้สะดวก
คงไม่มีอะไรจริงๆ
ผมมองยูโตะปากดีลุกขึ้นเดินอย่างขลาดๆไปใกล้ระเบียง หลังจากนั่งกอดกันจนเมื่อย และจากที่จ้องมองความว่างเปล่าอยู่ซักพักก็ไม่เห็นมีอะไรโผล่ออกมา จึงยืดตัวเต็มความสูงแล้วหันมายิ้มแห้งๆให้เพื่อน “ไม่มีอะไร”
ไหล่หนักๆจึงผ่อนคลายลงแล้วเดินไปหายูโตะ กะจะชวนมันลงไปสมทบเคย์โตะข้างล่าง และท่าจะให้ดีก็หาแอลกอฮอล์กรอกปากให้สมองโล่งหน่อยคงจะเป็นดีที่สุด แต่จังหวะที่คว้าคอยูโตะหางตาผมเห็นอะไรแวบๆที่ระเบียง ใจตอนนี้ตกไปที่ตาตุ่มทันที
เพราะเมื่อหันไปมองเต็มตา ภาพที่เห็นคือร่างเงาที่บ่งบอกว่าเป็นผู้หญิงผมยาวเนื้อตัวแดงฉาด และภาพที่เขย่าขวัญคนมองได้ดีคือศีรษะของร่างจางๆไม่ชัดเจนนั้น มีเลือดไหลอาบหน้า กะโหลกยุบหายไปข้างหนึ่ง
“อ๊าก!” ทั้งผมและยูโตะที่หันมองตามต่างร้องเป็นเสียงเดียว แต่ภาพนั้นยังคงอยู่ทั้งยังเคลื่อนเข้าใกล้กระจก นิ้วมือทั้งสิบกรีดกระจกจนเกิดเสียงสั่นประสาท รอยแดงทั้งสิบนิ้วพาดผ่านฝากรอยไว้ที่แผ่นกระจกเป็นทางยาว
“เคย์โตะ...เคย์โตะ” ผมครางเหมือนคนง่อยเปลี้ยเสียขา ไม่อาจถอนสายตาจากดวงตาแดงก่ำนั้นได้ ลำแขนสีซีดเป็นรอยจ้ำยื่นชี้นิ้วมาอย่างหมายมาด ความกลัวอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นในชีวิตแล่นริ้วขึ้นมาจุกอก ไม่ไหวแล้ว...ไม่ไหวแล้ว “ช่วยด้วย!”
ผมปิดหูปิดตาร้องเสียงหลง เขาว่าเวลาเจอผีให้สวดมนตร์แต่เวลานี้ผมนึกไม่ออก นึกไม่ออกแม้กระทั่งของดีที่เคย์โตะมอบให้ยังสวมอยู่ที่คอ และมีอิทธิฤทธิ์ไม่ให้ภูตผีมากล่ำกรายแม้ปลายก้อยก็ยังไม่รู้ ไม่นึกถึง
เหมือนสติใกล้จะหลุดลอยจวนล้มทั้งยืน สัมผัสของมืออุ่นคุ้นเคยก็เข้ามาประคองไว้แนบอกให้ผมรู้สึกอุ่นใจแม้ไม่เห็นหน้า
เคย์โตะ
“ริวทาโร่ๆ” เสียงเคย์โตะเรียกเบาๆจากนั้นจึงอุ้มร่างอ่อนยวบของผมไปวางบนเตียง ก่อนผละออกไปทางระเบียง ผมได้ยินเสียงเคย์โตะงึมงำอะไรบางอย่างยาวๆเบาๆ แล้วกลับมาทรุดนั่งเอามือลูบศีรษะผมอย่างเอื้ออาทร
“ริวทาโร่...ไม่ต้องร้อง ไม่มีอะไรแล้ว ลืมตามองพี่สิริวทาโร่” เคย์โตะรั้งตัวผมไปโอบกอด มองผมค่อยๆลืมตาขึ้นมอง “ไม่มีอะไรริวทาโร่ พี่มาแล้ว”
ผมพยักหน้ารับรู้ “ริวเห็น...มีผีจริงๆด้วย ริวกลัว” พูดได้เท่านั้นผมก็สะอื้นไห้ออกมา
“ไม่มีหรอกริวทาโร่”
“พี่ไม่ต้องมาหลอกเลย! ริวทาโร่เห็นกลับตา มันมีจริงๆ” ผมเถียงไปสะอื้นไป “ริวไม่อยากเจอเรื่องพวกนี้เลยเคย์โตะ ริวกลัวจะทำยังไงดีถึงไม่ต้องเจออีก” น้ำตาอุ่นไหลพราก ดวงตาคู่คมทอประกายเสียใจวูบหนึ่งก่อนกลับเป็นปกติ
“ถ้ามี...พวกเขาก็คงมาขอส่วนบุญส่วนกุศล เป็นเพราะเรามีบุญมีกุศล พวกเขาเลยมาขอแบ่งปั่น พรุ่งนี้ตอนเช้าเราไปใส่บาตรอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้พวกเขากัน จะได้ไม่มารบกวนกัน ดีมั้ย”
“จะช่วยได้จริงๆเหรอ ทำแล้วพวกเขาจะไม่มาให้เห็น มาหักคออีกหรอกนะ”
“ริวทาโร่ พวกเขาทำแบบนั้นไม่ได้หรอก เชื่อพี่เถอะ ไปทำบุญทุกอย่างจะดีขึ้น”
ผมพยักหน้ารับ “ทำบุญแล้วริวอยากกลับบ้าน ไม่อยากอยู่ที่นี่แล้ว”
เคย์โตะนิ่งไปชั่วอึดใจ
“ไหนริวทาโร่อยากมาเล่นน้ำที่นี่ไง”
“ไม่เอาแล้ว ริวกลัว”
“งั้นเปลี่ยนโรงแรมดีมั้ย แล้วหาจองห้องใหญ่ๆนอนรวมกัน จะได้สบายใจ พี่ไม่อยากให้เราเสียโอกาส อุตส่าห์ดั้นด้นมาตั้งไกล”
“แต่...”
“ริวทาโร่ มันจะไม่เกิดขึ้นอีก เชื่อพี่นะ พี่จะอยู่ใกล้ๆตลอด พรุ่งนี้ทุกอย่างจะเรียบร้อยแล้วเราไปเล่นน้ำกัน...นะ”
ผมหันไปมองเพื่อนๆที่นั่งบนพื้นพรมเกาะขาเคย์โตะไว้คนละมือ พวกมันพยักหน้าเห็นด้วยกับเคย์โตะ ผมเลยพยักหน้าตาม
เคย์โตะพาพวกผมมาห้องพักที่เปิดรอไว้ชั้นล่าง ได้ยินเสียงคึกคักจากภายนอกให้อุ่นใจมากกว่าชั้นสูงๆ พวกผมนั่งล้อมวงไม่ยอมหลับยอมนอนจากความหวาดกลัวเมื่อครู่ หากแต่พอนั่งไปนานๆร่างกายก็เริ่มประท้วง ค่อยๆผล็อยหลับกันไปที่ละคน ก่อนจะหลับผมเห็นเคย์โตะยังคงทำหน้าที่ยามที่ดีจึงอุ่นใจหลับลึกในทันที
ร่างสูงรอดูคนทั้งสามหลับสนิทจึงยืดตัวยืน หันไปพูดกับบุ-ฮิคที่ปรากฏกายให้เห็น ทั้งสองตนทำหน้าสลดเมื่ออยู่ต่อหน้าหมอผีหนุ่ม
“พ่อบอกให้ดูแลให้ดี แล้วพี่เขายังเจอผีตนนั้นได้ยังไงฮึ ก็รู้ว่าพี่เขากลัว” เคย์โตะเอ่ยน้ำเสียงเรียบรื่นหากหนักแน่น
“บุบอกน้าผู้หญิงคนนั้นแล้วนะพ่อ ว่าอย่ายุ่งกับพี่ริวทาโร่ แต่น้าเขาไม่ยอม เขาว่าเพื่อนพี่ริวทาโร่พูดไม่ดีต้องถูกสั่งสอนซะบ้าง แล้วพี่ริวทาโร่ก็เป็นเพื่อนกัน สมควรจะโดนด้วย”
“แล้วกันจนกว่าพ่อจะมาไม่ไหวหรือ ตั้งแต่ไปอยู่กับพี่เขาฤทธิ์เดชหายไปไหนหมดฮึ”
“ไม่ใช่ซะหน่อย น้าเขาตัวโตกว่าหนู หนูเลยสู้แรงไม่ไหวต่างหาก” ฮิคน้อยค้านเสียงอ่อย “หนูยังถูกผลักกระเด็นไปชนต้นมะพร้าวเลย”
ร่างสูงใหญ่มองกุมารน้อยทั้งสองตนแก้มป่องปากยื่นเหมือนเด็กกำลังสำนึกผิดจึงได้คลี่ยิ้มปลุกปลอบ ไม่ผิดหรอกที่กันไว้ไม่อยู่ เพราะวิญญาณเหล่านี้มักยึดติด ผูกพันกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่ไปผุดไปเกิด จึงสั่งสมฤทธิ์เดชไว้ไม่น้อย เขาต่างหากที่ชะล่าใจ คิดว่าได้บอกกล่าวกันก่อนแล้วจะไม่เกิดเรื่อง ก็ดันมีเจ้าคนปากไม่ดีพูดจาไม่เข้าหูภูตผีซะนี่
“เอาเถอะๆแล้วพ่อจะซื้อของเล่นให้นะ”
บุ-ฮิคน้อยคล้ายอาการเกร็งฉีกยิ้มกว้างก่อนหายวับไป ร่างสูงจึงเดินไปนั่งมองใบหน้าคนรักที่หลับสนิทไม่รู้เรื่องรู้ราว
“เจอผีครั้งเดียวยังร้องไห้ฟูมฟายขนาดนี้ ถ้ารู้ว่าต้องอยู่กับหมอผีไปตลอดชีวิตจะไม่แย่หรอกเหรอริวทาโร่”
“น้องริวทาโร่” เคย์โตะลงเสียงเข้ม “มันจะมีไปได้ยังไงล่ะครับ คนออกเต็มโรงแรม สว่างโร่แบบนี้ผีที่ไหนจะมากัน ไม่มีหรอกครับ มีแต่คนที่จะหลอกกันเองซะมากกว่า แล้วถ้ากลัวเพราะมันผิดที่ผิดทางก่อนนอนก็สวดมนตร์ไหว้พระจะได้สบายใจ”
ท่าทางไม่สนใจเรื่องผีเรื่องสางและบุคลิกเข้มแข็งดูน่าเชื่อถือทำให้พวกผมถอนหายใจอย่างโล่งอก เมื่อครู่คงคิดกันไปเองเพราะความปอดแหกของพวกผมอีกนั่นล่ะ
“เออ แล้วเคย์โตะจะลงไปเดินเล่นข้างล่างมั้ย”
“ไม่ล่ะ พี่เห็นริวทาโร่หายไปเลยเดินมาดู ว่าจะนอนแล้วเลยเอากุญแจห้องมาให้”
“เหรอครับ งั้นกลับห้องเลยดีกว่า พรุ่งนี้ต้องไปหลายที่”
ผมรีบสวมรอย อยู่ใกล้เคย์โตะอุ่นใจกว่าเยอะ และคล้อยหลังผมไอ้สองคนก็เปิดไฟสว่างพรึบไปทั่วห้อง
คิดถูกแล้วล่ะที่นอนห้องเดียวกัน ผมมองเสี้ยวหน้าคมคายพลางอมยิ้มทำให้เจ้าตัวรู้สึกเอียงหน้ามองแล้วส่งยิ้มหวานแต่ปาก ตางี้แวววาวยังกะเสือ
“ไปไม่บอกแบบนี้มันต้องถูกลงโทษ”
“อา...ก็พี่อาบน้ำ กะว่าจะแวบไปดูพวกนั้นแป๊บหนึ่งเท่านั้นเอง”
“ไม่ฟัง”
เคย์โตะล็อกตัวผมพาไปล้มลงบนที่นอน ศีรษะทุยซุกซบลงซอกคอผมแล้วไซร้แรงๆให้ผมจั๊กจี้ หากแต่ความใกล้ชิดก็ทำให้ผมใจเต้นระส่ำร้อนวูบไปทั้งตัว
“เคย์โตะ...จะนอนก็ไปนอนอีกเตียงสิ” เพราะห้องที่จองเป็นแบบเตียงคู่ แยกนอนกันสบายๆ แต่ดูท่าเคย์โตะจะแปลงกายเป็นตุ๊กแกเกาะเอวผมเหนียวหนึบ
“ขอนอนด้วยนะ”
เจอคำขอดื้อๆออดอ้อนหน่อยๆก็ทำคนฟังอึ้งไปได้เหมือนกัน ผมก้มหน้าไม่กล้าสบตา ก็บทจะรุกพี่แกก็รุกซะผมตั้งรับไม่ทัน
“ก็...ก็ได้...แต่นอนเฉยๆนะ” แม้จะเสี่ยงเสียตัวอยู่ไม่น้อย แต่ใจผมก็ต้องการอยู่ในอ้อมกอดของคนรักเหมือนกันล่ะ
เคย์โตะคงเห็นแววตาสั่นไหวเต้นระริกฉายความกังวลจึงยิ้มแล้วกดริมฝีปากข้างขมับหนักๆ
“ครับๆ พี่แค่อยากนอนกอดริวทาโร่ อยากตื่นมาเห็นริวทาโร่คนแรก แค่นี้ล่ะ”
ผมหันไปประสานสายตาคู่คมทอประกายอ่อนโยนอย่างซาบซึ้งใจ จึงยกศีรษะขึ้นจูบปลายคางสากหนักๆหลายหน
“ริวทาโร่รักเคย์โตะนะ”
“อืม...พี่ก็เหมือนกัน” เคย์โตะตอบรับพลางถอนใจ “แต่อย่าพูดตอนนี้เลย พี่จะแย่เอา” เคย์โตะงึมงำแล้วยื่นมือไปปิดไฟที่หัวเตียง
ผมอมยิ้มจนแก้มแทบปริในความมืดสลัวก่อนผล็อยหลับไปในอ้อมกอดแข็งแรง
เป็นเพราะผิดที่ผิดทางหรือยังไง ทำให้ผมหลับๆตื่นๆ ไม่รู้เวลาเท่าไรที่ผมรู้สึกตัวขึ้นมาอีกครั้ง รอบตัวยังคงมืดสนิทได้ยินเพียงเสียงแอร์ครางเบาๆ ผมซุกหน้ากับอกเคย์โตะอย่างมีความสุขแล้วหลับตาลงอีกครั้ง หากแต่เสียงคล้ายมีใครเคาะกระจกตรงระเบียงซึ่งมีผ้าม่านปิดไว้แต่ไม่สนิทนัก ยังเว้นช่องให้มองเห็นภายนอกได้
ผมเงี่ยหูฟังจนคิดว่าหูแว่วไปเอง ตั้งใจจะหลับต่อหากแต่เสียงดังกล่าวกลับดังขึ้นมาอีก คราวนี้เสียงนั้นลากยาวคล้ายกระจกถูกมือใครตะกายดังแกรกๆ ผมขมวดคิ้วเริ่มรู้สึกหนาวๆร้อนๆรีบหดแขนหดขาเงยหน้ามองเคย์โตะที่ยังหลับสนิท
เสียงคล้ายประตูกระจกบานเลื่อนถูกเขย่าดังกุกกักจากเบาๆเริ่มเพิ่มความดังและความถี่ของเสียงจนผมอดไม่ได้ กลั้นใจผงกศีรษะขึ้นมองลอดรอยแหวกผ้าม่านไปยังภายนอกทันที
เงาลางๆไหววูบทำใจแทบหยุดเต้น เสียงร้องติดอยู่แค่ลำคอ แต่มือกำต้นแขนคนรักไว้แน่น
“พี่...เคย์โตะ” ผมเรียกเสียงสั่นพร่า ไม่กล้ามองไปยังนอกระเบียงอีก
เคย์โตะค่อยๆลืมตาขึ้นมาลูบศีรษะผมเบาๆ “เป็นอะไร หลับซะเถอะ”
“ริวกลัว เหมือนมีใครอยู่นอกระเบียง”
“นี่ชั้นเก้า ไม่มีใครหรอกริวทาโร่”
“แต่เมื่อกี้ริวเห็น แล้วเหมือนได้ยินเสียงเรียกด้วยนะพี่...เคย์โตะ” ผมบอกเสียงสั่นระคนหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด พลางหลับหูหลับตาซุกหน้ากับอกอีกฝ่าย “ถ้าไม่ใช่คนก็ผีสิเคย์โตะ”
ผมรู้สึกว่าเคย์โตะเงียบไปอึดใจก่อนโอบตัวผมไว้
“เดี๋ยวพี่ไปดูให้ จะได้สบายใจ” เคย์โตะจูบหน้าผากผมแผ่วเบาแล้วลุกขึ้น ผมซึ่งยังหลับหูหลับตาเลยไม่เห็นดวงตาคมกร้าวทอประกายสีเพลิงโทสะ
เคย์โตะย่ำโครมๆออกไปเปิดประตูอย่างไม่อินังขังขอบ หายไปชั่วครู่ก็กลับมานั่งเคียงข้างผมซึ่งซุกหน้ากับหมอน
“ไม่มีอะไรเลยริวทาโร่ คงเป็นเงาของผ้าม่านที่มันไหวๆ แล้วก่อนนอนพี่คงปิดประตูไม่สนิท ข้างนอกลมแรงมันเลยรอดผ่านเข้ามาจนเกิดเสียงแปลกๆนั่นล่ะ”
“จริงๆเหรอ” ผมเงยหน้ามองคนรักหูหางลู่
“อืม ทีนี้ก็นอนซะ เลิกกังวลได้แล้ว” เคย์โตะหอมแก้มผมหนักๆแล้วยกยิ้ม “ขี้กลัวทำไม มีพี่อยู่ทั้งคนไม่ต้องกลัวหรอก”
ผมเหล่มองระเบียงอย่างขลาดๆแล้วมองหน้าเคย์โตะอย่างชั่งใจ
“ไม่เชื่อเหรอ” เคย์โตะทำหน้าดุแล้วก้มลงจูบริมฝีปากผมรวดเร็ว ลิ้นร้อนรุกไล่ดูดกลืนจนความกลัวผีที่ติดอยู่ในใจกระเจิดกระเจิง กลับกลายมาเป็นกลัวใจคนตรงหน้าแทน
“อืม...” ผมครางออกมาเบาๆเมื่อมือใหญ่เริ่มไต่เป็นหนวดปลาหมึก รอดใต้สาบเสื้อเข้าไปคลึงเคล้นหน้าอกแบนราบจนปลายยอดอกบวมแดงแข็งเป็นไต จมูกโด่งซุกไซ้ซอกคอ ขบเม้นติ่งหูนิ่มจนต้องนิ่วหน้า
ผมรู้สึกถึงฝ่ามือร้อนลากไล้ไปตามแนวหน้าท้องก่อนผลุบหายเข้าไปในกางเกงโดยที่ผมทักท้วงไม่ออก ปล่อยให้เคย์โตะจับต้องตามอำเภอใจ และเริ่มรู้ตัวว่าตัวเองนั้นไม่มีทางห้ามเคย์โตะหรือใจตัวเองได้เลยถ้ามันเกิดขึ้น
“ว๊าก!”
เฮ้ย! ทั้งผมและเคย์โตะต่างสะดุ้งกันสุดตัวเมื่อได้ยินเสียงร้องดังขึ้นภายนอกห้อง อารมณ์หวามไหวหายวูบ ผมดันไหล่คนรักออกห่างเพราะเสียงนั้นมันคล้ายเสียงยามะจัง
และไม่ต้องรอให้สงสัยกันนานก็ได้ยินเสียงทุบประตูหน้าห้องดังปังๆ
“ไอ้ริวทาโร่ช่วยกูด้วย!” ยามะจังตะโกนเสียงหลง
“เปิดประตูไอ้ริวทาโร่ เปิดเร็ว ตื่นยังวะ!” ยูโตะรัวลิ้นตะโกน และทุบประตูดังปังๆ
“ไอ้ริวทาโร่ ผีหลอกกู เปิดเร็ว!”
ผมทะลึ่งสุดตัวเบิกตามองเคย์โตะแทบถลนออกจากเบ้า เมื่อกี้!
จู่ๆขาเกิดแข็งขึ้นมากะทันหัน ได้แต่มองประตูฟังเสียงเพื่อนทุบดังปังๆ ไม่กล้าไปเปิด เสียง พึ่บพั่บดังขึ้นใกล้ๆก็เห็นหลังเคย์โตะเดินลิ่วๆไปเปิดประตูรับเพื่อนผมที่หน้าตาตื่นแทบจะล้มลงมากองทันทีที่เคย์โตะเปิดประตูรับ
“พี่! ผีหลอก ผีผู้หญิงผมยาวเฟื้อย” ยามะจังเข้ามาเกาะแขนเคย์โตะแน่นพลางเขย่าแรงๆ
“จริงๆนะพี่ ที่ระเบียงผมเห็น หน้างี้เละ เลือดท่วมตัวเลย” ยูโตะผสมโรงเล่า แถมไม่เล่าเปล่า มันเข้าไปยึดเกาะไหล่อีกข้างที่ว่างอยู่ไว้แน่น
นั่นแฟนกู...
เคย์โตะพาตุ๊กแกสองตัวที่เกาะติดซ้ายขวามานั่งข้างๆผม แล้วค่อยๆปลุกปลอบ
“ผีอะไรกัน พี่นอนอยู่ไม่เห็นมีอะไรเลย”
“จริงๆนะพี่ นอนๆอยู่ก็ได้ยินเสียงใครไม่รู้เคาะกระจก ผมเดินไปเปิดดูเห็นจะๆเต็มสองตาเลย ผีนั่นชี้หน้าผมด้วย ตางี้แดงเป็นเลือดเลยพี่” ยูโตะลูบหน้าตัวเอง
“โอย...ไม่ไหวแล้วกูจะหัวใจวายตายอยู่แล้วไอ้ริวทาโร่” ยามะจังจับหน้าอกตัวเองหน้าซีดหน้าเสีย
ผมเองก็ไม่รู้จะปลอบเพื่อนยังไง ในเมื่อตัวเองก็กลัวไม่น้อยหน้ามัน แถมไม่แน่ว่าผีตนนั้นอาจมาที่ห้องนี้ก่อนด้วยซ้ำ แต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไรผมถึงไม่เจอ
“กูนอนห้องนั้นไม่ได้แล้ว กูขอเปลี่ยนห้อง” ยามะจังยังคงคร่ำครวญ
“เฮ้ย! กูไม่เปลี่ยนไปนอนห้องโน้นแทนหรอกนะ” ผมแย้งหน้าเสียทันที ถึงจะรักเพื่อนแต่ก็ไม่เสียสละตัวเองขนาดนั้นแน่ๆ
“ไอ้บ้า กูไม่ได้หมายถึงแบบนั้น กูหมายถึงให้พวกเราเปลี่ยนไปนอนที่อื่นกันเถอะ ที่นี่ต้องมีคนมาโดดตึกตายแน่ๆ กูไม่อยากถูกหลอกอีก”
ผมหันไปมองเคย์โตะอย่างอับจนคำพูด เพราะถึงไม่ถูกผีหลอกกับตัวแต่มันก็สะกิดใจห้องแถวนี้ยังไงพิกล ย้ายไปคงสบายใจกว่า เคย์โตะลอบถอนใจก่อนพยักหน้าเห็นด้วย
“แต่ให้ย้ายออกตอนนี้คงลำบากไปหาที่พักที่อื่น ขอเปลี่ยนไปนอนชั้นอื่นไปพลางๆก่อนได้มั้ย เดี๋ยวให้เขาเอาเตียงมาเสริมให้ นอนด้วยกันหมดนี่ล่ะ”
เคย์โตะเลิกคิ้วถามดูไม่ยี่หระในสิ่งที่พวกยามะจังประสพพบเจอ ในดวงตาไม่มีความหวาดกลัวหากมีร่องรอยความกังวลใจแฝงอยู่ และดวงตาคู่นั้นก็มองมายังผม
“ก็ได้พี่” ยูโตะพยักหน้ารับข้อเสนอ
“งั้นพี่ลงไปบอกเจ้าหน้าที่ข้างล่างก่อน”
“เฮ้ย! พี่จะทิ้งพวกผมไปเหรอ” ยามะจังแทบจะคลานไปกอดขาเคย์โตะ
“ไม่มีอะไรหรอกยามะจัง พี่นอนมาทั้งคืนยังไม่เจออะไรเลย อะ...ถ้ากลัวก็ใส่นี้ซะ” เคย์โตะถอดสร้อยพระในคอส่งให้ เพราะขืนกว่าจะพากันลงไปคงได้หัวหกก้นขวิด เผลอๆได้แผลกันไปเปล่าๆ
“พี่...กลับมาเร็วๆนะ”
พวกผมมองตามหลังเคย์โตะตาละห้อย ก่อนเดินมานั่งรวมกันบนเตียงเดียว แล้วกวาดตามองรอบๆด้วยความหวาดระแวง
“กูบอกแล้วว่าอย่าพูด กูว่าแล้ว” ยามะจังหันไปว่าเพื่อนที่หน้าซีดไม่แพ้กัน
“กูตั้งใจที่ไหนล่ะ” ยูโตะก็หันไปสวนกลับทันที “ใครจะไปคิดว่าผียังห่วงสวยไม่สวยจนตามมาหลอกคนว่ากันล่ะวะ”
“ยูโตะ!”
พวกผมร้องกันเสียงหลง ยามะจังโถมตัวไปปิดปากเพื่อนด้วยความหวาดผวา “มึงพูดมาทำบ้าอะไร ยิ่งดุๆอยู่”
“กูลืม”
“ไอ้เชี้ย”
สิ้นเสียงคำผรุสวาทลมเย็นก็พัดวูบผ่านหน้าพวกผมไปยังระบียง ด้วยผ้าม่านที่นิ่งสนิทเกิดสั่นไหว ผมและเพื่อนนั่งกันตัวแข็งทื่อ มือไม้กอดจับกันนัวเนีย รอยแหวกของผ้าม่านทำให้เห็นระเบียงมืดสลัวแต่ไม่ปรากฏเงาดำมืดอย่างที่นึกกลัว
พวกผมต่างเพ่งมองความว่างเปล่าภายนอก แต่กลับรู้สึกได้ถึงเสียงลมพัดแรง คล้ายๆสายลมสองสายฟาดฟันใส่กัน ก่อนทุกอย่างจะเงียบสนิทลง ผมจึงหันหน้ามองเพื่อนที่หันมาเช่นกัน
“เกิดอะไรขึ้นวะ” ยูโตะเอ่ยทำลายความเงียบ “ผะ...” ผีหรือเปล่า ท้ายประโยคที่ไม่ได้หลุดออกไปเพราะยามะจังยกมืออุดปากเพื่อนไว้ก่อน
“มึงหุบปากไปเลยยูโตะ ไอ้ปากหมา เพราะมึงนั่นล่ะ”
ผมไม่สนใจไอ้สองคนที่โต้เถียงกันไปมา ดวงตายังคงเพ่งไปที่ระเบียงผ่านประตูกระจกเลื่อน ทุกอย่างมันเงียบสนิท บรรยากาศรอบตัวก็ดูคลายความกดดันลงจนหายใจหายคอได้สะดวก
คงไม่มีอะไรจริงๆ
ผมมองยูโตะปากดีลุกขึ้นเดินอย่างขลาดๆไปใกล้ระเบียง หลังจากนั่งกอดกันจนเมื่อย และจากที่จ้องมองความว่างเปล่าอยู่ซักพักก็ไม่เห็นมีอะไรโผล่ออกมา จึงยืดตัวเต็มความสูงแล้วหันมายิ้มแห้งๆให้เพื่อน “ไม่มีอะไร”
ไหล่หนักๆจึงผ่อนคลายลงแล้วเดินไปหายูโตะ กะจะชวนมันลงไปสมทบเคย์โตะข้างล่าง และท่าจะให้ดีก็หาแอลกอฮอล์กรอกปากให้สมองโล่งหน่อยคงจะเป็นดีที่สุด แต่จังหวะที่คว้าคอยูโตะหางตาผมเห็นอะไรแวบๆที่ระเบียง ใจตอนนี้ตกไปที่ตาตุ่มทันที
เพราะเมื่อหันไปมองเต็มตา ภาพที่เห็นคือร่างเงาที่บ่งบอกว่าเป็นผู้หญิงผมยาวเนื้อตัวแดงฉาด และภาพที่เขย่าขวัญคนมองได้ดีคือศีรษะของร่างจางๆไม่ชัดเจนนั้น มีเลือดไหลอาบหน้า กะโหลกยุบหายไปข้างหนึ่ง
“อ๊าก!” ทั้งผมและยูโตะที่หันมองตามต่างร้องเป็นเสียงเดียว แต่ภาพนั้นยังคงอยู่ทั้งยังเคลื่อนเข้าใกล้กระจก นิ้วมือทั้งสิบกรีดกระจกจนเกิดเสียงสั่นประสาท รอยแดงทั้งสิบนิ้วพาดผ่านฝากรอยไว้ที่แผ่นกระจกเป็นทางยาว
“เคย์โตะ...เคย์โตะ” ผมครางเหมือนคนง่อยเปลี้ยเสียขา ไม่อาจถอนสายตาจากดวงตาแดงก่ำนั้นได้ ลำแขนสีซีดเป็นรอยจ้ำยื่นชี้นิ้วมาอย่างหมายมาด ความกลัวอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นในชีวิตแล่นริ้วขึ้นมาจุกอก ไม่ไหวแล้ว...ไม่ไหวแล้ว “ช่วยด้วย!”
ผมปิดหูปิดตาร้องเสียงหลง เขาว่าเวลาเจอผีให้สวดมนตร์แต่เวลานี้ผมนึกไม่ออก นึกไม่ออกแม้กระทั่งของดีที่เคย์โตะมอบให้ยังสวมอยู่ที่คอ และมีอิทธิฤทธิ์ไม่ให้ภูตผีมากล่ำกรายแม้ปลายก้อยก็ยังไม่รู้ ไม่นึกถึง
เหมือนสติใกล้จะหลุดลอยจวนล้มทั้งยืน สัมผัสของมืออุ่นคุ้นเคยก็เข้ามาประคองไว้แนบอกให้ผมรู้สึกอุ่นใจแม้ไม่เห็นหน้า
เคย์โตะ
“ริวทาโร่ๆ” เสียงเคย์โตะเรียกเบาๆจากนั้นจึงอุ้มร่างอ่อนยวบของผมไปวางบนเตียง ก่อนผละออกไปทางระเบียง ผมได้ยินเสียงเคย์โตะงึมงำอะไรบางอย่างยาวๆเบาๆ แล้วกลับมาทรุดนั่งเอามือลูบศีรษะผมอย่างเอื้ออาทร
“ริวทาโร่...ไม่ต้องร้อง ไม่มีอะไรแล้ว ลืมตามองพี่สิริวทาโร่” เคย์โตะรั้งตัวผมไปโอบกอด มองผมค่อยๆลืมตาขึ้นมอง “ไม่มีอะไรริวทาโร่ พี่มาแล้ว”
ผมพยักหน้ารับรู้ “ริวเห็น...มีผีจริงๆด้วย ริวกลัว” พูดได้เท่านั้นผมก็สะอื้นไห้ออกมา
“ไม่มีหรอกริวทาโร่”
“พี่ไม่ต้องมาหลอกเลย! ริวทาโร่เห็นกลับตา มันมีจริงๆ” ผมเถียงไปสะอื้นไป “ริวไม่อยากเจอเรื่องพวกนี้เลยเคย์โตะ ริวกลัวจะทำยังไงดีถึงไม่ต้องเจออีก” น้ำตาอุ่นไหลพราก ดวงตาคู่คมทอประกายเสียใจวูบหนึ่งก่อนกลับเป็นปกติ
“ถ้ามี...พวกเขาก็คงมาขอส่วนบุญส่วนกุศล เป็นเพราะเรามีบุญมีกุศล พวกเขาเลยมาขอแบ่งปั่น พรุ่งนี้ตอนเช้าเราไปใส่บาตรอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้พวกเขากัน จะได้ไม่มารบกวนกัน ดีมั้ย”
“จะช่วยได้จริงๆเหรอ ทำแล้วพวกเขาจะไม่มาให้เห็น มาหักคออีกหรอกนะ”
“ริวทาโร่ พวกเขาทำแบบนั้นไม่ได้หรอก เชื่อพี่เถอะ ไปทำบุญทุกอย่างจะดีขึ้น”
ผมพยักหน้ารับ “ทำบุญแล้วริวอยากกลับบ้าน ไม่อยากอยู่ที่นี่แล้ว”
เคย์โตะนิ่งไปชั่วอึดใจ
“ไหนริวทาโร่อยากมาเล่นน้ำที่นี่ไง”
“ไม่เอาแล้ว ริวกลัว”
“งั้นเปลี่ยนโรงแรมดีมั้ย แล้วหาจองห้องใหญ่ๆนอนรวมกัน จะได้สบายใจ พี่ไม่อยากให้เราเสียโอกาส อุตส่าห์ดั้นด้นมาตั้งไกล”
“แต่...”
“ริวทาโร่ มันจะไม่เกิดขึ้นอีก เชื่อพี่นะ พี่จะอยู่ใกล้ๆตลอด พรุ่งนี้ทุกอย่างจะเรียบร้อยแล้วเราไปเล่นน้ำกัน...นะ”
ผมหันไปมองเพื่อนๆที่นั่งบนพื้นพรมเกาะขาเคย์โตะไว้คนละมือ พวกมันพยักหน้าเห็นด้วยกับเคย์โตะ ผมเลยพยักหน้าตาม
เคย์โตะพาพวกผมมาห้องพักที่เปิดรอไว้ชั้นล่าง ได้ยินเสียงคึกคักจากภายนอกให้อุ่นใจมากกว่าชั้นสูงๆ พวกผมนั่งล้อมวงไม่ยอมหลับยอมนอนจากความหวาดกลัวเมื่อครู่ หากแต่พอนั่งไปนานๆร่างกายก็เริ่มประท้วง ค่อยๆผล็อยหลับกันไปที่ละคน ก่อนจะหลับผมเห็นเคย์โตะยังคงทำหน้าที่ยามที่ดีจึงอุ่นใจหลับลึกในทันที
ร่างสูงรอดูคนทั้งสามหลับสนิทจึงยืดตัวยืน หันไปพูดกับบุ-ฮิคที่ปรากฏกายให้เห็น ทั้งสองตนทำหน้าสลดเมื่ออยู่ต่อหน้าหมอผีหนุ่ม
“พ่อบอกให้ดูแลให้ดี แล้วพี่เขายังเจอผีตนนั้นได้ยังไงฮึ ก็รู้ว่าพี่เขากลัว” เคย์โตะเอ่ยน้ำเสียงเรียบรื่นหากหนักแน่น
“บุบอกน้าผู้หญิงคนนั้นแล้วนะพ่อ ว่าอย่ายุ่งกับพี่ริวทาโร่ แต่น้าเขาไม่ยอม เขาว่าเพื่อนพี่ริวทาโร่พูดไม่ดีต้องถูกสั่งสอนซะบ้าง แล้วพี่ริวทาโร่ก็เป็นเพื่อนกัน สมควรจะโดนด้วย”
“แล้วกันจนกว่าพ่อจะมาไม่ไหวหรือ ตั้งแต่ไปอยู่กับพี่เขาฤทธิ์เดชหายไปไหนหมดฮึ”
“ไม่ใช่ซะหน่อย น้าเขาตัวโตกว่าหนู หนูเลยสู้แรงไม่ไหวต่างหาก” ฮิคน้อยค้านเสียงอ่อย “หนูยังถูกผลักกระเด็นไปชนต้นมะพร้าวเลย”
ร่างสูงใหญ่มองกุมารน้อยทั้งสองตนแก้มป่องปากยื่นเหมือนเด็กกำลังสำนึกผิดจึงได้คลี่ยิ้มปลุกปลอบ ไม่ผิดหรอกที่กันไว้ไม่อยู่ เพราะวิญญาณเหล่านี้มักยึดติด ผูกพันกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่ไปผุดไปเกิด จึงสั่งสมฤทธิ์เดชไว้ไม่น้อย เขาต่างหากที่ชะล่าใจ คิดว่าได้บอกกล่าวกันก่อนแล้วจะไม่เกิดเรื่อง ก็ดันมีเจ้าคนปากไม่ดีพูดจาไม่เข้าหูภูตผีซะนี่
“เอาเถอะๆแล้วพ่อจะซื้อของเล่นให้นะ”
บุ-ฮิคน้อยคล้ายอาการเกร็งฉีกยิ้มกว้างก่อนหายวับไป ร่างสูงจึงเดินไปนั่งมองใบหน้าคนรักที่หลับสนิทไม่รู้เรื่องรู้ราว
“เจอผีครั้งเดียวยังร้องไห้ฟูมฟายขนาดนี้ ถ้ารู้ว่าต้องอยู่กับหมอผีไปตลอดชีวิตจะไม่แย่หรอกเหรอริวทาโร่”

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น